การเลือกใช้กลุ่มยาเปปไทด์เลียนแบบฮอร์โมน เพื่อเป็น “ตัวช่วย” ในการควบคุมน้ำหนัก ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยปรับพฤติกรรมการทานและลดความอยากอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แต่หลายท่านอาจมีข้อสงสัยว่า เมื่อเรารู้สึกหิวน้อยลงแล้ว เราควรรับประทานอาหารปริมาณเท่าใด? และต้องนับแคลอรี (Calorie) อย่างไรเพื่อไม่ให้ร่างกายทรุดโทรม ข้อมูลจากงานวิจัยและแนวทางเวชปฏิบัติทางการแพทย์ระบุชัดเจนว่า “โภชนาการที่ถูกต้อง” ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพามาเจาะลึกถึงหลักการกำหนดพลังงานและสารอาหารที่เหมาะสมกันค่ะ
จำนวนแคลอรี (Calorie) ที่เหมาะสม ควรเป็นเท่าไหร่?
แม้ว่าตัวช่วยทางการแพทย์จะทำให้ความอยากอาหารลดลง แต่การ “อดอาหาร” หรือทานน้อยจนเกินไป จะส่งผลเสียต่อร่างกาย ทำให้สูญเสียมวลกล้ามเนื้อและส่งผลกระทบต่อระบบเผาผลาญระยะยาวได้ หลักการกำหนดพลังงานที่เหมาะสม มีดังนี้ครับ:
-
สร้างความสมดุลแบบติดลบ (Caloric Deficit): การลดน้ำหนักอย่างมีคุณภาพ ควรลดปริมาณแคลอรีให้น้อยกว่าที่ร่างกายเผาผลาญ (TDEE) โดยทั่วไปแพทย์มักแนะนำให้ลดลงประมาณ 500 กิโลแคลอรีต่อวัน ซึ่งจะช่วยให้น้ำหนักค่อยๆ ลดลงในเกณฑ์ที่เหมาะสม โดยไม่ทำให้ร่างกายเกิดภาวะเครียด
-
ปริมาณแคลอรีขั้นต่ำที่ร่างกายต้องการ: ไม่ควรทานอาหารน้อยกว่าค่าอัตราการเผาผลาญพื้นฐาน (BMR) ของตนเอง โดยทั่วไปสำหรับผู้หญิง ไม่ควรทานต่ำกว่า 1,200 กิโลแคลอรีต่อวัน และสำหรับผู้ชาย ไม่ควรต่ำกว่า 1,500 กิโลแคลอรีต่อวัน เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานเพียงพอสำหรับการทำงานของอวัยวะที่สำคัญ
สัดส่วนสารอาหารที่ “ต้องเน้น” เพื่อรักษากล้ามเนื้อและสุขภาพ
เมื่อเราทานอาหารได้น้อยลงในแต่ละมื้อ “คุณภาพ” ของอาหารจึงสำคัญกว่า “ปริมาณ” สิ่งที่ควรเน้นในจานอาหาร สามารถสรุปได้ดังตารางนี้ครับ
| ประเภทสารอาหาร | ปริมาณที่แนะนำต่อวัน | ประโยชน์ในช่วงควบคุมน้ำหนัก |
|---|---|---|
| โปรตีน (Protein) | 1.2 – 1.5 กรัม / น้ำหนักตัว 1 กก. | ช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อ ป้องกันผิวหย่อนคล้อย และรักษาระดับการเผาผลาญ |
| กากใยอาหาร (Fiber) | 25 – 30 กรัม | ช่วยระบบขับถ่าย ลดโอกาสเกิดอาการท้องผูกจากการทำงานของกระเพาะที่ช้าลง |
| น้ำดื่ม (Water) | 2 – 3 ลิตร | ป้องกันภาวะขาดน้ำ (Dehydration) เนื่องจากความรู้สึกกระหายน้ำอาจลดลง |
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง เพื่อลดผลข้างเคียง
กลไกของกลุ่มยาเปปไทด์ทางการแพทย์ จะมีส่วนช่วยให้กระเพาะอาหารบีบตัวและย่อยอาหารช้าลง ทำให้อิ่มนานขึ้น ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางประเภทที่อาจทำให้รู้สึกไม่สบายท้อง ได้แก่:
-
อาหารไขมันสูงและของทอด: ใช้เวลาย่อยนานมาก อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ พะอืดพะอม หรืออาหารไม่ย่อย
-
อาหารที่มีน้ำตาลสูง: เช่น น้ำหวาน ขนมหวานจัด อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดแกว่งและกระตุ้นการสะสมไขมัน
-
อาหารรสจัดและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: อาจทำให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหารและกรดไหลย้อนได้ง่ายขึ้น
ดูแลรูปร่างอย่างปลอดภัยและยั่งยืน ที่ ลัลลลิตาคลินิก การปรับพฤติกรรมการทานอาหารควบคู่ไปกับการใช้นวัตกรรมทางการแพทย์ ต้องอาศัยการประเมินโครงสร้างร่างกายและข้อมูลสุขภาพเชิงลึก ทุกการรับบริการจะได้รับการดูแลและให้คำแนะนำโดย พญ.นิอร บุญเผื่อน (ว.33606) กุมารแพทย์และแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง เพื่อประเมินความพร้อมของร่างกาย วางแผนโภชนาการ และดูแลตลอดโปรแกรมอย่างใกล้ชิด เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและปลอดภัยสำหรับคุณ
-
ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและโภชนาการเท่านั้น
-
ผลจากการเข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นผลที่เกิดขึ้นสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย และผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
-
การใช้ยาทางการแพทย์เป็นยาควบคุมพิเศษที่ต้องสั่งจ่ายและติดตามประเมินอาการโดยแพทย์
💬 ปรึกษาโปรแกรมดูแลรูปร่าง ควบคุมน้ำหนัก หรือนัดหมายเพื่อรับการประเมินโดยแพทย์ ได้ที่: 🏥 ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic)
📞 Tel: 086-353-4562
📱 Line OA: @lullalitaclinic


