คลินิกรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) ดูแลอย่างเข้าใจ| ลัลลลิตาคลินิก

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis หรือ AD) เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ อาการผิวแห้งสาก คันยุบยิบ และผื่นแดงที่กำเริบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพผิว แต่ยังบั่นทอนคุณภาพชีวิต การนอนหลับ และความมั่นใจในการเข้าสังคมอย่างมาก ในทางการแพทย์ผิวหนังปัจจุบัน แนวทางการดูแลโรคนี้ได้พัฒนาไปไกลกว่าแค่การทายาแก้คันแล้วค่ะ ที่ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) มีแพทย์เฉพาะทางด้านโรคผิวหนังเด็กและผิวหนังผู้ใหญ่ พญ.นิอร บุญเผื่อน ที่เชี่ยวชาญในด้านโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังโดยเฉพาะ มาให้การตรวจรักษาค่ะ โดยมีคุณหมอมีแนวทางการดูแลรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง จากประสบการณ์และการอัปเดตความรู้อย่างสม่ำเสมอ แนวทางการดูแลรักษาที่ ลัลลลิตาคลินิก จากประสบการณ์ของแพทย์เฉพาะทาง การดูแลโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังให้สงบในระยะยาว ต้องอาศัยความเข้าใจที่ถูกต้องและการดูแลอย่างเป็นระบบ พญ.นิอร บุญเผื่อน (ว.33606) แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังประจำลัลลลิตาคลินิก คุณหมอได้ผ่านการอบรมมาตรฐานการรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง The GA²LEN ADCARE Allergy School on Atopic Dermatitis ซึ่งจัดโดยเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้และหอบหืดระดับโลก เพื่อนำแนวทางการรักษาที่ทันสมัยมาใช้ในการดูแลผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หัวใจสำคัญของการดูแลผิวที่ลัลลลิตาคลินิก ประกอบด้วย: คุณหมอมุ่งเน้นเรื่องการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง แม่นยำ คุณหมอให้เวลาในการพูดคุย ทำความเข้าใจเรื่องโรคร่วมกัน คุณหมอแนะนำการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล นัดติดตามผลการรักษา ให้ลัลลลิตาคลินิก ดูแลผิวของคุณและคนที่คุณรัก […]
รู้จัก Polynucleotide ตัวช่วยฟื้นฟูผิวจากระดับเซลล์ Program Vitaran เคล็ดลับผิวดูสุขภาพดีอย่างเป็นธรรมชาติ | ลัลลลิตาคลินิก

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น หรือต้องเผชิญกับมลภาวะและความเครียดสะสม โครงสร้างผิวของเราจะเริ่มสูญเสียคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวดูหมองคล้ำ แห้งกร้าน มีริ้วรอยเล็กๆ และดูไม่สดใสเหมือนเคย ในปัจจุบัน วงการแพทย์ผิวหนังได้มีการนำเทคโนโลยีสารสกัดจากธรรมชาติมาใช้เพื่อช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิว (Skin Rejuvenation) ซึ่งหนึ่งในนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับและมีงานวิจัยรองรับอย่างกว้างขวางคือ Polynucleotide (PN) หรือที่หลายท่านอาจรู้จักในชื่อของโปรแกรม Vitaran (ไวทารัน) ค่ะ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพาทุกท่านมาเจาะลึกกลไกการทำงานของโปรแกรม Vitaran ตามหลักฐานทางการแพทย์ ว่านวัตกรรมนี้ช่วยดูแลผิวของเราได้อย่างไรบ้างค่ะ Program Vitaran (Polynucleotide) คืออะไร? อ้างอิงจากฐานข้อมูลงานวิจัยทางการแพทย์ Polynucleotide (PN) คือสายโพลีเมอร์ของนิวคลีโอไทด์ที่สกัดและทำให้บริสุทธิ์จาก DNA ของปลาแซลมอน (Salmon DNA) ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานที่เข้ากันได้ดีกับร่างกายมนุษย์ (Biocompatibility) เมื่อนำมาใช้กับผิวหนัง จะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ให้ความชุ่มชื้นชั่วคราว แต่จะเข้าไปกระตุ้นกระบวนการฟื้นฟูตามธรรมชาติของร่างกายค่ะ กลไกการฟื้นฟูผิวของ Program Vitaran ตามหลักวิทยาศาสตร์ การทำงานของ Polynucleotide มีกลไกหลักที่น่าสนใจดังนี้ค่ะ: กระตุ้นการทำงานของเซลล์ไฟโบรบลาสต์: PN จะเข้าไปจับกับตัวรับ (Receptor) ที่เซลล์ผิวหนัง ช่วยกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ให้ตื่นตัวและกลับมาทำหน้าที่สร้าง […]
สิวเห่อหนัก ควร “พักผิว” จากการแต่งหน้าหรือไม่? เจาะลึกเหตุผลทางการแพทย์ที่คนเป็นสิวต้องรู้ | ลัลลลิตาคลินิก

เมื่อเกิดภาวะ “สิวเห่อ” หรือมีสิวอักเสบและสิวอุดตันขึ้นพร้อมกันเป็นจำนวนมาก สัญชาตญาณแรกของหลายคนคือการหยิบรองพื้น BB หรือ CC ครีม มาปกปิดเพื่อเรียกความมั่นใจกลับคืนมา แต่ในทางกลับกัน การปกปิดที่หนาแน่นเกินไปในช่วงที่ผิวอ่อนแอ อาจกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้สิวรักษายากขึ้น ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพามาทำความเข้าใจกลไกทางผิวหนังว่า ทำไมการ “พักผิว” จากเครื่องสำอางกลุ่มปกปิด จึงเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูผิวจากปัญหาสิวเรื้อรังค่ะ ทำไมช่วงสิวเห่อหนัก จึงควรพักผิวจากการแต่งหน้า? การใช้เครื่องสำอางที่มีความปกปิดสูงในขณะที่เกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) กำลังอ่อนแอ ส่งผลกระทบต่อกลไกการเกิดสิวใน 3 ด้านหลัก ดังนี้ค่ะ: 1. เกิดปรากฏการณ์ปิดกั้นรูขุมขน (Occlusion Effect) รองพื้นและคอนซีลเลอร์ส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้ยึดเกาะผิวได้ดี จึงมักมีส่วนผสมของซิลิโคน (Silicones) หรือน้ำมัน สารเหล่านี้จะสร้างฟิล์มเคลือบผิวไว้ ทำให้ต่อมไขมันไม่สามารถระบายน้ำมัน (Sebum) ออกมาตามธรรมชาติได้ สิ่งสกปรกและเซลล์ผิวที่ตายแล้วจึงตกค้างและเพิ่มจำนวนสิวอุดตัน (Comedones) ได้อย่างรวดเร็ว 2. สร้างสภาพแวดล้อมที่แบคทีเรียชื่นชอบ (Anaerobic Environment) เมื่อรูขุมขนถูกเคลือบปิดจนทึบ จะเกิดสภาพแวดล้อมที่ไร้ออกซิเจน ซึ่งเป็นสภาวะที่เชื้อแบคทีเรีย C. acnes (ต้นเหตุของการเกิดสิว) […]
ทำไมควรหยุดการกำเริบของ “โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง” ให้เร็วที่สุด? ข้อดีของการดูแลผิวอย่างทันท่วงที | ลัลลลิตาคลินิก

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) เป็นภาวะผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่มีช่วงเวลาที่อาการสงบสลับกับช่วงที่ผื่น “กำเริบ” (Flare-ups) เมื่อเกิดการกำเริบ ผู้ที่มีปัญหาผิวหนังมักจะเผชิญกับอาการคันอย่างรุนแรง ผิวแห้งลอก และมีรอยแดงอักเสบ หลายท่านอาจเลือกที่จะรอให้อาการค่อยๆ ดีขึ้นเอง แต่ในทางการแพทย์และงานวิจัยทางผิวหนังวิทยา การเข้าควบคุมและหยุดการกำเริบของผื่นให้เร็วที่สุด ถือเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลรักษาระยะยาว ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพามาทำความเข้าใจว่า การเข้าจัดการกับผื่นภูมิแพ้ผิวหนังที่กำลังกำเริบอย่างทันท่วงที มีประโยชน์และส่งผลดีต่อสุขภาพผิวอย่างไรบ้าง ประโยชน์สำคัญของการหยุดผื่นภูมิแพ้ผิวหนังกำเริบอย่างรวดเร็ว อ้างอิงจากข้อมูลทางการแพทย์ การลดการอักเสบของผิวหนังในช่วงที่โรคกำเริบ มีข้อดีที่สำคัญดังนี้: 1. ช่วยตัด “วงจรคันและเกา” เมื่อผื่นกำเริบ อาการคันจะกระตุ้นให้เกิดการเกา ซึ่งการเกาจะยิ่งทำลายเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ที่อ่อนแออยู่แล้วให้เสียหายมากขึ้น ส่งผลให้สารก่อการอักเสบหลั่งออกมาเพิ่มขึ้นและทำให้ยิ่งคันกว่าเดิม การใช้แนวทางการดูแลเพื่อลดอาการคันและลดการอักเสบอย่างรวดเร็ว จะมีส่วนช่วยหยุดวงจรนี้ ป้องกันไม่ให้ผิวหนังถูกทำลายไปมากกว่าเดิม 2. ลดโอกาสการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ในขณะที่ผื่นกำเริบและมีรอยถลอกจากการเกา ผิวหนังจะเปิดรับเชื้อโรคจากภายนอกได้ง่าย โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus ซึ่งมักพบบนผิวของผู้ที่มีปัญหาผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง การควบคุมผื่นให้สงบลงอย่างรวดเร็ว จะช่วยปิดช่องทางไม่ให้แบคทีเรียเข้าสู่ชั้นผิวหนัง ซึ่งเป็นสาเหตุของการติดเชื้อรุนแรงหรือผื่นเป็นหนอง 3. ป้องกันปัญหาผิวหนาตัวและรอยดำคล้ำ หากปล่อยให้ผิวหนังเกิดการอักเสบเรื้อรังเป็นระยะเวลานาน ร่างกายจะตอบสนองด้วยการสร้างชั้นผิวที่หนาตัวขึ้น มีรอยเส้นขีดบนผิวหนังชัดเจน และทิ้งรอยดำหลังการอักเสบไว้ ซึ่งรอยเหล่านี้มักจะใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูค่อนข้างนาน […]
การใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมดัดแปลงมาจากอาหาร อันตรายอย่างไร

เมื่อพูดถึงผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (Skincare) สำหรับเด็กหรือผู้ที่มีผิวบอบบาง หลายท่านมักมองหาส่วนผสมที่มาจาก “ธรรมชาติ” เป็นหลัก เช่น สารสกัดจากข้าวโอ๊ต อัลมอนด์ นม หรือถั่วเหลือง แต่ในทางการแพทย์และผิวหนังวิทยา การใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมดัดแปลงมาจากอาหาร อาจมีความเสี่ยงที่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ซึ่งหลายคนอาจคาดไม่ถึง ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไก “การแพ้ผ่านทางผิวหนัง” เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวอย่างเหมาะสม เข้าใจกลไก “การแพ้ผ่านทางผิวหนัง” (Percutaneous Sensitization) สาเหตุสำคัญที่วงการแพทย์แนะนำให้ระมัดระวังการใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของอาหาร มาจากความเสี่ยงในการเกิดโรคภูมิแพ้อาหาร โดยอธิบายผ่านกลไก “ทฤษฎีการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้สองทาง” (Dual-allergen-exposure hypothesis) ทฤษฎีนี้ระบุว่า หากร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้จากอาหารผ่านการ “ทาลงบนผิวหนัง” ในปริมาณน้อยๆ อย่างต่อเนื่อง จะเป็นการไปกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันสร้างการตอบสนองและจดจำที่จะ “ต่อต้าน” สารนั้นๆ ซึ่งกลไกนี้จะทำงานตรงกันข้ามกับการรับประทานอาหารเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารตั้งแต่เนิ่นๆ ที่จะช่วยสร้างความคุ้นชินและมีส่วนช่วยลดอาการแพ้ได้ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของอาหาร ความเสี่ยงในการกระตุ้นโรคภูมิแพ้อาหารรุนแรง: เป็นสิ่งที่ควรระมัดระวังอย่างยิ่ง หากผิวหนังถูกกระตุ้นจนเกิดการแพ้สารสกัดจากอาหารในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแล้ว เมื่อผู้ใช้รับประทานอาหารชนิดนั้นเข้าไปในภายหลัง อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้อาหารรุนแรง หรือภาวะช็อกจากการแพ้ (Anaphylaxis) ได้ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยรับประทานอาหารชนิดนั้นได้ตามปกติโดยไม่มีอาการแพ้มาก่อนก็ตาม เกิดอาการแพ้ที่ผิวหนังโดยตรง: ส่วนผสมจากอาหารในครีมบำรุง สามารถก่อให้เกิดผื่นแพ้สัมผัส (Contact […]
5 คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ Tirzepatide ตัวช่วยควบคุมน้ำหนักทางการแพทย์ | ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic)

การดูแลรูปร่างและควบคุมน้ำหนักให้มีประสิทธิภาพ มักเป็นความท้าทายสำหรับหลายๆ ท่าน ปัจจุบันการแพทย์มียา Tirzepatide ได้เข้ามาเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร แต่หลายท่านอาจยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำงานและความปลอดภัย ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) ได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อย พร้อมคำตอบเชิงการแพทย์มาฝากกันค่ะ Q1: Tirzepatide คืออะไร และทำงานอย่างไร? A: Tirzepatide เป็นยาในกลุ่มเปปไทด์ที่ออกฤทธิ์เลียนแบบฮอร์โมนความอิ่มตามธรรมชาติของร่างกาย (Dual GIP และ GLP-1 receptor agonist) โดยมีกลไกสำคัญที่มีส่วนช่วยส่งสัญญาณไปยังสมองเพื่อ ลดความอยากอาหาร และชะลอการบีบตัวของกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารอยู่ในกระเพาะได้นานขึ้น ผู้รับบริการจึงรู้สึกอิ่มเร็วขึ้นและอิ่มนานกว่าปกติ ช่วยลดการทานจุกจิกระหว่างวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ Q2: การดูแลรูปร่างด้วยวิธีนี้ เหมาะกับใครบ้าง? A: เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน หรือผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) สูง ที่กำลังมองหาแนวทางในการเริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร และต้องการรับบริการลดน้ำหนักภายใต้การดูแลและประเมินโดยแพทย์อย่างใกล้ชิด Q3: มีผลข้างเคียงหรือไม่ ปลอดภัยแค่ไหน? A: เนื่องจากกลไกของยาออกฤทธิ์เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร ในช่วงเริ่มต้น หรือช่วงที่มีการปรับเพิ่มขนาดยา อาจพบผลข้างเคียงได้บ้าง ซึ่งมักเป็นอาการชั่วคราวและไม่รุนแรง เช่น: อาการคลื่นไส้ พะอืดพะอม หรือรู้สึกแน่นท้อง ท้องเสีย […]
ดูแลตัวเองอย่างไร เมื่อใช้ Tirzepatide หรือ Semaglutide ตัวช่วยควบคุมน้ำหนัก | ลัลลลิตาคลินิก

การดูแลรูปร่างและควบคุมน้ำหนักในปัจจุบัน มีนวัตกรรมทางการแพทย์เข้ามาเป็นตัวช่วยเพื่อให้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทำได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มยาเปปไทด์เลียนแบบฮอร์โมนความอิ่ม (GLP-1 และ Dual GIP/GLP-1 Receptor Agonists) อย่าง Semaglutide (เซมากลูไทด์) และ Tirzepatide (เทอร์เซพาไทด์) ยาทางการแพทย์เหล่านี้มีกลไกช่วยลดความอยากอาหารและชะลอการบีบตัวของกระเพาะอาหาร อย่างไรก็ตาม “ยาเป็นเพียงตัวช่วยเบื้องต้น” หัวใจสำคัญที่จะทำให้การควบคุมน้ำหนักมีประสิทธิภาพและรักษาผลลัพธ์ได้อย่างยั่งยืน คือการดูแลและควบคุมตัวเองระหว่างการใช้ย่และหลังจากหยุดใช้ยา ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) มีแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องทางการแพทย์มาฝากกันครับ 1. ปรับพฤติกรรมการทานอาหาร (Eating Habits) เนื่องจากตัวยาจะทำให้อาหารอยู่ในกระเพาะนานขึ้นและรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น การปรับวิธีการทานจึงสำคัญมากเพื่อลดอาการข้างเคียง เช่น อาการคลื่นไส้ หรือพะอืดพะอม ทานมื้อเล็กลง แต่บ่อยขึ้น: แบ่งอาหารเป็นมื้อเล็กๆ ในระหว่างวัน แทนการทานมื้อใหญ่ทีเดียว เคี้ยวให้ละเอียด ทานให้ช้าลง: เมื่อเริ่มรู้สึก “อิ่ม” ควรหยุดทานทันที ไม่ควรฝืนทานจนหมดเพราะจะทำให้จุกแน่นท้อง หลีกเลี่ยงอาหารทอด มัน และรสจัด: อาหารที่มีไขมันสูงจะย่อยยากและอยู่ในกระเพาะนานยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ 2. โภชนาการต้องถึง เน้น “โปรตีนและกากใย” เมื่อความอยากอาหารลดลง ร่างกายอาจได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ […]