ลัลลลิตาคลินิก ผิวหนัง ความงาม โรคเด็กและวัคซีน

บทความ

สำหรับผู้ที่มีปัญหา “ผิวหย่อนคล้อยตามลำตัว” ไม่ว่าจะเป็นหน้าท้องย้วยหลังคลอด ต้นแขน ต้นขาไม่กระชับ หรือมีไขมันสะสมเฉพาะจุดที่ลดยาก แม้จะควบคุมอาหารและออกกำลังกายแล้ว ปัญหาเหล่านี้มักเกิดจากโครงสร้างเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิวหนังแท้เสื่อมสภาพ ร่วมกับการสะสมของชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ในปัจจุบัน เทคโนโลยีทางการแพทย์ได้พัฒนาเครื่องมือเพื่อตอบโจทย์ปัญหานี้โดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัดศัลยกรรม หนึ่งในนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับคือ “โปรแกรม EXION Body” ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพาทุกท่านมาทำความเข้าใจกลไกการทำงานของเทคโนโลยีนี้ โปรแกรม

หลายท่านอาจเคยประสบปัญหา หรือพบว่าลูกน้อยมีอาการ “เล็บเป็นรอยบุ๋ม เล็บร่อน หรือหลุดลอกออกมาจากโคนเล็บ” อาการนี้มักสร้างความตกใจและกังวลใจอย่างมาก ในทางการแพทย์ผิวหนัง เราเรียกภาวะนี้ว่า “Onychomadesis” (โอนิโคมาดีซิส) ค่ะ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) ชวนมาทำความรู้จักว่าภาวะเล็บหลุดจากโคนนี้เกิดจากอะไร เป็นอันตรายหรือไม่ และควรดูแลอย่างไรให้เล็บกลับมาสวยสุขภาพดีดังเดิมค่ะ Onychomadesis คืออะไร? ภาวะ

สำหรับผู้ที่มีปัญหาโรคด่างขาว (Vitiligo) ที่รอยด่างขาวเพิ่งเริ่มต้น หรือมีรอยด่างขาวเป็นหย่อมๆ เฉพาะบางจุดของร่างกาย การรักษาด้วยเทคโนโลยีแสงอาทิตย์เทียมถือเป็นมาตรฐานการรักษาที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง นอกจากการฉายแสงแบบทั่วตัวแล้ว ปัจจุบันวงการแพทย์ผิวหนังมีเทคโนโลยีที่เรียกว่า การฉายแสงอาทิตย์เทียมแบบเฉพาะจุด ชนิด Excimer (ความยาวคลื่น 308 นาโนเมตร) ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่เข้ามาช่วยตอบโจทย์ผู้ที่มีรอยด่างขาวแบบเฉพาะถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพามาเจาะลึกข้อมูลว่าเทคโนโลยี Excimer

สำหรับผู้ที่มีปัญหา “โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis)” การต้องเผชิญกับอาการผิวแห้ง แดง และคันเรื้อรัง มักนำไปสู่การมองหาทางเลือกในการดูแลตัวเองเพิ่มเติม นอกเหนือจากการทายา ควรอ่านให้จบ   หนึ่งในกระแสความนิยมที่ถูกพูดถึงอย่างมากในปัจจุบันคือ การรับประทานอาหารเสริมกลุ่ม “โพรไบโอติกส์ (Probiotics) และ พรีไบโอติกส์ (Prebiotics)”   คำถามคือ

ปัญหาสิว ไม่ว่าจะเป็นสิวอุดตัน สิวอักเสบ หรือสิวฮอร์โมน ถือเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่สร้างความกังวลใจเป็นอย่างมาก และเมื่อสิวหายไปแล้ว สิ่งที่มักทิ้งไว้คือ “รอยแดง รอยดำ” และ “หลุมสิว” ซึ่งต้องอาศัยการดูแลที่แตกต่างกันออกไป โรคสิวมีกลไกการเกิดที่ซับซ้อน การดูแลรักษาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและป้องกันภาวะสิวดื้อยา จึงต้องอาศัยการรักษาแบบผสมผสาน (Combination Therapy) ที่ดูแลครอบคลุมตั้งแต่การลดการอักเสบ ไปจนถึงการฟื้นฟูโครงสร้างผิว ลัลลลิตาคลินิก

หลายท่านคงเคยประสบปัญหาลงทุนซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิว (Skincare) ที่มีส่วนผสมระดับพรีเมียม แต่ทาไปแล้วกลับรู้สึกว่า “ครีมไม่ซึมเข้าผิว” หรือ “ผิวไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง” เท่าที่ควร สาเหตุหลักมาจากโครงสร้างผิวหนังของเราที่มีกลไกป้องกันตัวเองที่เรียกว่า “เกราะป้องกันผิวชั้นนอกสุด (Stratum Corneum)” ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอม รวมถึงสารบำรุงโมเลกุลใหญ่ ซึมผ่านลงไปสู่ผิวชั้นลึกได้ง่ายๆ ค่ะ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพามาทำความเข้าใจว่า

เมื่อมีอาการผิวแห้ง แดง คันเรื้อรัง หรือได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น “โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis)” คำถามแรกที่คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ป่วยมักจะถามแพทย์คือ “คุณหมอคะ สามารถเจาะเลือด หรือทำเทสต์ภูมิแพ้ (Skin Prick Test) ได้ไหม จะได้รู้ว่าแพ้อะไรและงดถูก?” หลายท่านเข้าใจว่าผื่นที่เกิดขึ้น ต้องมีสาเหตุมาจากการแพ้อาหารหรือสารบางอย่างเสมอ แต่ในความจริงแล้ว อ้างอิงจากแนวทางการรักษาของสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย

ปัญหา “ผมร่วง ผมบาง” ไม่ว่าจะเป็นรอยแสกผมที่เริ่มกว้างขึ้นในผู้หญิง หรือแนวไรผมที่ร่นขึ้นไปเป็นง่ามตัวเอ็ม (M-shape) ในผู้ชาย มักเป็นสัญญาณเตือนของโรค “ผมร่วงจากพันธุกรรมและฮอร์โมน (Androgenetic Alopecia – AGA)” ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะผมบางที่พบได้บ่อยที่สุดค่ะ เมื่อเผชิญกับปัญหานี้ หลายท่านอาจรู้สึกกังวลและมองข้ามการรักษาในระยะเริ่มต้น เพราะคิดว่ารอให้ผมร่วงมากๆ แล้วค่อยไป “ผ่าตัดปลูกผม” ทีเดียวเลยดีกว่า

สำหรับผู้ที่ดูแลผิวพรรณเป็นประจำ “สารลดเลือนริ้วรอย” หรือ โบทูลินัม ท็อกซิน (Botulinum Toxin) ถือเป็นตัวช่วยสำคัญในการคลายกล้ามเนื้อ ลดรอยย่น และปรับรูปหน้า แต่หลายท่านอาจเคยประสบปัญหา หรือได้ยินคำเตือนที่ว่า “ระวังฉีดบ่อยๆ แล้วจะดื้อยานะ” ซึ่งภาวะนี้ทำให้การฉีดครั้งต่อๆ ไปเห็นผลน้อยลง ระยะเวลาอยู่ได้สั้นลง หรือร้ายแรงที่สุดคือฉีดแล้วไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเลย (Secondary non-responder)

หลายท่านคงเคยประสบปัญหาเมื่อเกิดบาดแผล ไม่ว่าจะเป็นแผลผ่าตัด แผลเจาะหู หรือแม้กระทั่งแผลจากสิวอักเสบ แต่แทนที่แผลจะสมานตัวและเรียบเนียนไปกับผิว กลับกลายเป็น “ก้อนเนื้อนูน แข็ง สีแดงหรือคล้ำ” และมักจะมีอาการคันหรือเจ็บจี๊ดๆ ร่วมด้วย ในทางการแพทย์ผิวหนัง เราเรียกภาวะนี้ว่า “แผลเป็นคีลอยด์ (Keloid)” ค่ะ แผลเป็นคีลอยด์ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจ แต่ยังสร้างความรำคาญใจในการใช้ชีวิตประจำวัน วันนี้

เวลาเปลี่ยนสกินแคร์ใหม่ หรือแม้แต่ใช้ผลิตภัณฑ์เดิมมาสักระยะ แล้วจู่ๆ ผิวก็เกิดอาการแดง คัน หลายคนอาจสงสัยว่าตนเองกำลัง “แพ้ครีม” หรือไม่ ทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่า ผื่นแพ้สัมผัส (Allergic Contact Dermatitis – ACD) ภาวะนี้เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันของผิวหนังตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ที่สัมผัสกับผิว (Type IV Hypersensitivity) ซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากการระคายเคืองทั่วไป

เมื่อพูดถึงนวัตกรรมการฟื้นฟูโครงสร้างผิวและเติมความชุ่มชื้นล้ำลึก (Skin Rejuvenation) ด้วยกรดไฮยาลูรอนิกชนิดบริสุทธิ์ (Non-crosslinked HA) สองโปรแกรมที่ได้รับความสนใจอย่างมากในปัจจุบันคือ โปรแกรม Ejal 40 และ โปรแกรม Profhilo แม้ว่าทั้งคู่จะมีจุดประสงค์หลักเพื่อการฟื้นฟูคุณภาพผิว (Skin Quality) และใช้เทคนิคการดูแลที่คล้ายคลึงกัน แต่รายละเอียดเชิงลึกของโมเลกุลและความเหมาะสมต่อสภาพผิวนั้นมีความแตกต่างกัน นวัตกรรมสารเติมเต็มกลุ่มนี้ทำงานผ่านการปรับปรุง Extracellular