อาหารบำรุงเส้นผม ทานแค่ไหนถึงพอดี? กะปริมาณง่ายๆ แบบไม่ต้องพึ่งตาชั่ง | ลัลลลิตาคลินิก

การมีเส้นผมที่ดูหนา สุขภาพดี และเงางาม เป็นสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพและความมั่นใจได้เป็นอย่างดีครับ นอกจากการเลือกใช้แชมพูที่อ่อนโยนแล้ว การดูแลโภชนาการจากภายในก็เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายๆ ในทุกมื้ออาหาร โดยไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดกับการชั่งตวงวัดเสมอไป บทความนี้ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) ได้นำข้อมูลทางโภชนาการและงานวิจัยทางการแพทย์จาก PubMed และ Google Scholar มาย่อยให้เข้าใจง่าย พร้อมแนะนำปริมาณการทานเพื่อให้คุณมีความสุขกับการทานอาหาร และได้ดูแลเส้นผมไปพร้อมๆ กัน 4 กลุ่มอาหารบำรุงผม และวิธีกะปริมาณแบบใช้ได้จริงในทุกวัน 1. โปรตีน (Protein) – ตัวช่วยสร้างเคราตินให้ผมดูหนานุ่ม เส้นผมของเราประกอบไปด้วยโปรตีนเป็นหลัก การทานโปรตีนให้เพียงพอจึงเหมือนการเติมวัตถุดิบชั้นดีให้รากผมครับ วิธีกะปริมาณต่อวัน: หากน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัม ควรทานเนื้อสัตว์ (ไก่, ปลา, หมูสับไม่มัน) ให้ได้ประมาณ 3-4 ทัพพีต่อวัน หรือกะง่ายๆ คือขนาดเท่า 1 ฝ่ามือ (ไม่รวมนิ้ว) ต่อมื้อ หรืออาจเลือกทานไข่ไก่ 2-3 ฟองต่อวัน คู่กับเต้าหู้ 1-2 หลอด ก็เพียงพอแล้วครับ […]
รู้จัก “ผื่นกุหลาบ” (Pityriasis Rosea) อาการ สาเหตุ และวิธีดูแลรักษาอย่างถูกวิธี | ลัลลลิตาคลินิก

หากคุณหรือคนใกล้ชิดอยู่ๆ ก็มีผื่นแดงลักษณะเป็นวงกลมหรือวงรี มีขุยลอก และเริ่มกระจายตัวลามไปตามบริเวณลำตัว หลัง หรือต้นแขนต้นขา จนมองดูคล้ายกับ “รูปต้นคริสต์มาส” อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคผิวหนังที่เรียกว่า “ผื่นกุหลาบ” (Pityriasis Rosea) แม้ชื่อจะฟังดูสวยงาม แต่ผื่นกุหลาบสามารถสร้างความกังวลใจและอาการคันให้กับผู้ที่เป็นได้ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่ยังไม่ได้คำตอบว่าเป็นผื่นอะไร และช่วงที่ผื่นกำลังลุกลาม ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) พญ.นิอร บุญเผื่อน (ว.33606) แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังเด็กและผู้ใหญ่ จะพาทุกคนมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ตามหลักการแพทย์ผิวหนัง เพื่อการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีและปลอดภัยค่ะ ผื่นกุหลาบ (Pityriasis Rosea) คืออะไร? ข้อมูลจากฐานข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า ผื่นกุหลาบ คือ โรคผิวหนังอักเสบชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อย มักเกิดขึ้นในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น (อายุระหว่าง 10–35 ปี) รวมถึงพบได้บ่อยในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ โรคนี้ไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่แพร่กระจายสู่ผู้อื่น และส่วนใหญ่สามารถหายได้เองตามธรรมชาติแต่ใช้เวลานาน 8-12 สัปดาห์ หากไม่ได้รับการรักษา อาการของผื่นกุหลาบ สังเกตได้อย่างไร? าแบ่งลักษณะอาการของผื่นกุหลาบออกเป็นระยะที่ชัดเจน ดังนี้ค่ะ: ผื่นปฐมภูมิ (Herald Patch): เป็นลักษณะเด่นของโรค โดยจะเริ่มมีผื่นแดงขนาดใหญ่เพียงผื่นเดียวเกิดขึ้นก่อน มักพบบริเวณหน้าอก หน้าท้อง […]
เลเซอร์กำจัดขน เริ่มทำได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่? ข้อมูลที่วัยรุ่นและคุณพ่อคุณแม่ควรรู้ | ลัลลลิตาคลินิก

เมื่อลูกๆ เริ่มก้าวเข้าสู่วัยรุ่น การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่เห็นได้ชัดเจนคือการเริ่มมี “เส้นขน” ขึ้นตามบริเวณต่างๆ เช่น รักแร้ แขน ขา หรือหนวด ซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันและการทำกิจกรรมต่างๆ ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายท่านเริ่มมองหาทางเลือกในการดูแลปัญหาเส้นขนให้กับบุตรหลาน หนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมคือ การทำเลเซอร์กำจัดขน (Laser Hair Removal) แต่คำถามที่มักพบบ่อยคือ เด็กและวัยรุ่นสามารถทำเลเซอร์ได้หรือไม่? และควรเริ่มทำตั้งแต่อายุเท่าไหร่จึงจะปลอดภัยและเห็นผลดีที่สุด? วันนี้ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) ได้รวบรวมข้อมูลทางการแพทย์มาคลายข้อสงสัยนี้ อายุที่เหมาะสมในการเริ่มทำเลเซอร์กำจัดขน อ้างอิงจากข้อมูลทางคลินิกและงานวิจัยทางผิวหนัง แท้จริงแล้ว “ไม่มีการกำหนดอายุขั้นต่ำที่ตายตัว” ในการทำเลเซอร์กำจัดขนในทางการแพทย์ แต่ช่วงเวลาที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำให้เริ่มทำได้ คือช่วงอายุประมาณ 12-14 ปีขึ้นไป โดยมีเหตุผลดังนี้ 1. ความคงที่ของฮอร์โมน (Hormonal Stability) เส้นขนในร่างกายของเรามีความสัมพันธ์โดยตรงกับระดับฮอร์โมน หากทำเลเซอร์กำจัดขนในช่วงที่เด็กยังโตไม่เต็มที่ หรือฮอร์โมนยังแกว่งตัวอยู่มาก (ฮอร์โมนยังไม่คงที่) รูขุมขนอาจถูกกระตุ้นให้สร้างเส้นขนใหม่ขึ้นมาทดแทนได้เรื่อยๆ ทำให้ต้องกลับมาทำเลเซอร์ซ้ำบ่อยครั้ง การรอให้ฮอร์โมนเริ่มคงที่ในช่วงวัยรุ่น จะช่วยให้การทำเลเซอร์มีประสิทธิภาพในการลดปริมาณเส้นขนได้ดีกว่า 2. ความสามารถในการทนต่อความรู้สึก (Pain Tolerance) แม้ว่าเทคโนโลยีเลเซอร์ในปัจจุบันจะมีระบบทำความเย็นที่ช่วยให้รู้สึกสบายผิวมากขึ้น แต่ในระหว่างการรับบริการอาจยังมีความรู้สึกอุ่นๆ หรือรู้สึกคล้ายหนังยางดีดเบาๆ ที่ผิวหนัง […]
เจาะลึก “อาหารที่คนเป็นสิวควรหลีกเลี่ยง” ตามหลักการแพทย์ | ลัลลลิตาคลินิก

ปัญหาสิวเป็นหนึ่งในปัญหาผิวหนังที่พบได้บ่อยที่สุดและส่งผลต่อความมั่นใจอย่างมาก หลายท่านอาจให้ความสำคัญกับการเลือกใช้สกินแคร์และการทายาเพียงอย่างเดียว แต่ทราบหรือไม่ครับว่า “อาหาร” ที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละวัน มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญต่อการเกิดสิวและการอักเสบของผิวหนัง ข้อมูลจากฐานข้อมูลงานวิจัยทางการแพทย์ระบุว่า อาหารบางประเภทสามารถกระตุ้นกระบวนการอักเสบในร่างกาย และส่งผลให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพามาเจาะลึกกลุ่มอาหารที่คนเป็นสิวหรือผิวแพ้ง่ายควรหลีกเลี่ยง เพื่อการดูแลผิวจากภายในอย่างถูกวิธี 3 กลุ่มอาหารกระตุ้นสิว ที่ควรหลีกเลี่ยงหรือลดปริมาณ อ้างอิงจากแนวทางการศึกษาทางคลินิกผิวหนังวิทยา กลุ่มอาหารที่มีส่วนสัมพันธ์กับการกำเริบของสิว ได้แก่: 1. อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง (High Glycemic Index Foods) ได้แก่: ข้าวขาว, ขนมปังขาว, เส้นก๋วยเตี๋ยว, ขนมหวาน, ชานมไข่มุก และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง กลไกทางการแพทย์: อาหารกลุ่มนี้จะถูกย่อยและดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้ระดับน้ำตาลและฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) รวมถึงฮอร์โมน IGF-1 (Insulin-like Growth Factor 1) พุ่งสูงขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้จะไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันบนใบหน้าผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น (Hyperseborrhea) และเพิ่มโอกาสในการอุดตันของรูขุมขนจนกลายเป็นสิวอักเสบในที่สุด 2. ผลิตภัณฑ์จากนมวัว (Dairy Products) ได้แก่: นมวัวสด, ชีส, เนย […]
น้ำหนักลงไว แต่ทำไมหุ่นดูไม่เฟิร์ม? แนะนำท่าปั้นกล้ามเนื้อ สำหรับผู้ที่ใช้ตัวช่วยควบคุมน้ำหนัก

สำหรับผู้ที่กำลังอยู่ในโปรแกรมดูแลรูปร่าง และมีการใช้ “ตัวช่วยควบคุมน้ำหนักทางการแพทย์” (เช่น กลุ่มยาเปปไทด์เลียนแบบฮอร์โมน) สิ่งหนึ่งที่ข้อมูลทางวิชาการและงานวิจัยเน้นย้ำเสมอคือ เมื่อน้ำหนักลดลง ร่างกายมีโอกาสที่จะสูญเสีย “มวลกล้ามเนื้อ” ไปพร้อมกับไขมันค่ะ หากมวลกล้ามเนื้อลดลง สิ่งที่ตามมาคือระบบเผาผลาญที่ทำงานช้าลง และอาจเกิดปัญหาผิวหย่อนคล้อยไม่กระชับ วันนี้ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จึงขอแนะนำ ท่าออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน (Resistance Training) ที่สามารถทำได้ง่ายๆ ที่บ้าน เพื่อช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อและดูแลรูปร่างให้สมส่วนในระยะยาวกันค่ะ 👇 🟩 สควอท (Squat) – ปั้นช่วงล่างให้แข็งแรง ท่าพื้นฐานที่เน้นการใช้กล้ามเนื้อชิ้นใหญ่ เช่น ต้นขาและสะโพก ซึ่งกล้ามเนื้อชิ้นใหญ่จะช่วยดึงพลังงานไปใช้ได้ดีมาก วิธีทำ: ยืนแยกเท้ากว้างเท่าหัวไหล่ ย่อตัวลงเหมือนกำลังจะนั่งเก้าอี้ โดยให้หลังตรงและเข่าไม่เลยปลายเท้า แนะนำ: ทำ 12-15 ครั้ง จำนวน 3 เซ็ต 🟩 วิดพื้น (Push-up) – กระชับช่วงบน สำหรับผู้เริ่มต้น แนะนำให้ทำแบบวางเข่าลงบนพื้น เพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อหน้าอก หัวไหล่ และลดความหย่อนคล้อยบริเวณต้นแขน […]
อาหารที่เหมาะสมเมื่อใช้เปปไทด์ช่วยควบคุมน้ำหนักทางการแพทย์ | ลัลลลิตาคลินิก

การเลือกใช้กลุ่มยาเปปไทด์เลียนแบบฮอร์โมน เพื่อเป็น “ตัวช่วย” ในการควบคุมน้ำหนัก ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยปรับพฤติกรรมการทานและลดความอยากอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หลายท่านอาจมีข้อสงสัยว่า เมื่อเรารู้สึกหิวน้อยลงแล้ว เราควรรับประทานอาหารปริมาณเท่าใด? และต้องนับแคลอรี (Calorie) อย่างไรเพื่อไม่ให้ร่างกายทรุดโทรม ข้อมูลจากงานวิจัยและแนวทางเวชปฏิบัติทางการแพทย์ระบุชัดเจนว่า “โภชนาการที่ถูกต้อง” ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพามาเจาะลึกถึงหลักการกำหนดพลังงานและสารอาหารที่เหมาะสมกันค่ะ จำนวนแคลอรี (Calorie) ที่เหมาะสม ควรเป็นเท่าไหร่? แม้ว่าตัวช่วยทางการแพทย์จะทำให้ความอยากอาหารลดลง แต่การ “อดอาหาร” หรือทานน้อยจนเกินไป จะส่งผลเสียต่อร่างกาย ทำให้สูญเสียมวลกล้ามเนื้อและส่งผลกระทบต่อระบบเผาผลาญระยะยาวได้ หลักการกำหนดพลังงานที่เหมาะสม มีดังนี้ครับ: สร้างความสมดุลแบบติดลบ (Caloric Deficit): การลดน้ำหนักอย่างมีคุณภาพ ควรลดปริมาณแคลอรีให้น้อยกว่าที่ร่างกายเผาผลาญ (TDEE) โดยทั่วไปแพทย์มักแนะนำให้ลดลงประมาณ 500 กิโลแคลอรีต่อวัน ซึ่งจะช่วยให้น้ำหนักค่อยๆ ลดลงในเกณฑ์ที่เหมาะสม โดยไม่ทำให้ร่างกายเกิดภาวะเครียด ปริมาณแคลอรีขั้นต่ำที่ร่างกายต้องการ: ไม่ควรทานอาหารน้อยกว่าค่าอัตราการเผาผลาญพื้นฐาน (BMR) ของตนเอง โดยทั่วไปสำหรับผู้หญิง ไม่ควรทานต่ำกว่า 1,200 กิโลแคลอรีต่อวัน และสำหรับผู้ชาย ไม่ควรต่ำกว่า 1,500 กิโลแคลอรีต่อวัน เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานเพียงพอสำหรับการทำงานของอวัยวะที่สำคัญ […]
ออกกำลังกายอย่างไรให้ปัง? เมื่อใช้ตัวช่วยควบคุมน้ำหนักทางการแพทย์ | ลัลลลิตาคลินิก

การใช้นวัตกรรมทางการแพทย์ หรือกลุ่มยาเปปไทด์เลียนแบบฮอร์โมน เพื่อเป็น “ตัวช่วย” ในการควบคุมน้ำหนัก ถือเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากมีส่วนช่วยในการลดความอยากอาหารและปรับพฤติกรรมการทานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากงานวิจัยทางการแพทย์ระบุชัดเจนว่า การน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วนั้น ร่างกายมักจะสูญเสีย “มวลกล้ามเนื้อ” (Muscle Mass) ไปพร้อมกับไขมันด้วย การออกกำลังกายอย่างถูกวิธีจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยรักษากล้ามเนื้อ ป้องกันความหย่อนคล้อย และช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดีในระยะยาว ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) มีรูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสมมาแนะนำกันค่ะ ทำไมมวลกล้ามเนื้อถึงสำคัญ เมื่อควบคุมน้ำหนัก? กล้ามเนื้อเปรียบเสมือน “เตาเผาพลังงาน” ของร่างกาย ยิ่งมีมวลกล้ามเนื้อมาก ร่างกายก็จะเผาผลาญพลังงานได้ดีขึ้น หากเราควบคุมอาหารหรือใช้ตัวช่วยทางการแพทย์โดยไม่ออกกำลังกายเลย กล้ามเนื้อที่หายไปจะทำให้ระบบเผาผลาญทำงานช้าลง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะน้ำหนักกลับมาขึ้นได้อีก เมื่อหยุดรับบริการ 3 รูปแบบการออกกำลังกายที่ “ต้องทำ” ควบคู่กับการคุมน้ำหนัก อ้างอิงจากแนวทางเวชปฏิบัติและการศึกษาทางคลินิก การออกกำลังกายที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุดควรทำควบคู่กัน ดังนี้: 1. เวทเทรนนิ่ง (Resistance / Strength Training) ประโยชน์: เป็นการออกกำลังกายที่ “สำคัญที่สุด” สำหรับผู้ที่อยู่ในโปรแกรมควบคุมน้ำหนัก เพราะช่วยสร้างและรักษามวลกล้ามเนื้อ ป้องกันความหย่อนคล้อยของสัดส่วนเมื่อไขมันหายไป วิธีปฏิบัติ: แนะนำให้ทำ 2-3 […]
ทำไมควรหยุดการกำเริบของ “โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง” ให้เร็วที่สุด? ข้อดีของการดูแลผิวอย่างทันท่วงที | ลัลลลิตาคลินิก

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) เป็นภาวะผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่มีช่วงเวลาที่อาการสงบสลับกับช่วงที่ผื่น “กำเริบ” (Flare-ups) เมื่อเกิดการกำเริบ ผู้ที่มีปัญหาผิวหนังมักจะเผชิญกับอาการคันอย่างรุนแรง ผิวแห้งลอก และมีรอยแดงอักเสบ หลายท่านอาจเลือกที่จะรอให้อาการค่อยๆ ดีขึ้นเอง แต่ในทางการแพทย์และงานวิจัยทางผิวหนังวิทยา การเข้าควบคุมและหยุดการกำเริบของผื่นให้เร็วที่สุด ถือเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลรักษาระยะยาว ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพามาทำความเข้าใจว่า การเข้าจัดการกับผื่นภูมิแพ้ผิวหนังที่กำลังกำเริบอย่างทันท่วงที มีประโยชน์และส่งผลดีต่อสุขภาพผิวอย่างไรบ้าง ประโยชน์สำคัญของการหยุดผื่นภูมิแพ้ผิวหนังกำเริบอย่างรวดเร็ว อ้างอิงจากข้อมูลทางการแพทย์ การลดการอักเสบของผิวหนังในช่วงที่โรคกำเริบ มีข้อดีที่สำคัญดังนี้: 1. ช่วยตัด “วงจรคันและเกา” เมื่อผื่นกำเริบ อาการคันจะกระตุ้นให้เกิดการเกา ซึ่งการเกาจะยิ่งทำลายเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ที่อ่อนแออยู่แล้วให้เสียหายมากขึ้น ส่งผลให้สารก่อการอักเสบหลั่งออกมาเพิ่มขึ้นและทำให้ยิ่งคันกว่าเดิม การใช้แนวทางการดูแลเพื่อลดอาการคันและลดการอักเสบอย่างรวดเร็ว จะมีส่วนช่วยหยุดวงจรนี้ ป้องกันไม่ให้ผิวหนังถูกทำลายไปมากกว่าเดิม 2. ลดโอกาสการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ในขณะที่ผื่นกำเริบและมีรอยถลอกจากการเกา ผิวหนังจะเปิดรับเชื้อโรคจากภายนอกได้ง่าย โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus ซึ่งมักพบบนผิวของผู้ที่มีปัญหาผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง การควบคุมผื่นให้สงบลงอย่างรวดเร็ว จะช่วยปิดช่องทางไม่ให้แบคทีเรียเข้าสู่ชั้นผิวหนัง ซึ่งเป็นสาเหตุของการติดเชื้อรุนแรงหรือผื่นเป็นหนอง 3. ป้องกันปัญหาผิวหนาตัวและรอยดำคล้ำ หากปล่อยให้ผิวหนังเกิดการอักเสบเรื้อรังเป็นระยะเวลานาน ร่างกายจะตอบสนองด้วยการสร้างชั้นผิวที่หนาตัวขึ้น มีรอยเส้นขีดบนผิวหนังชัดเจน และทิ้งรอยดำหลังการอักเสบไว้ ซึ่งรอยเหล่านี้มักจะใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูค่อนข้างนาน […]
รู้ทันความงาม: คลินิกใช้ “นักกายภาพบำบัด” ทำหัตถการบนใบหน้า… สรุปแล้วทำได้จริงหรือ?

ในยุคที่ธุรกิจความงามเติบโตอย่างรวดเร็ว เรามักจะเห็นโฆษณาหรือโปรโมชันของคลินิกความงามหลายแห่ง นำบุคลากรทางการแพทย์อย่าง “นักกายภาพบำบัด” มาให้บริการทำหัตถการบนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องยกกระชับ เครื่องปรับรูปหน้า หรือเครื่องเลเซอร์ใบหน้า เลเซอร์กำจัดขน ฯลฯ ประชาชนและผู้บริโภคสงสัยกัน บ้างหรือเปล่าคะ คำถาม คือ “นักกายภาพบำบัดสามารถทำหัตถการความงามบนใบหน้าได้จริงไหม? และถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่?” บทความนี้จะพามาเจาะลึกข้อเท็จจริงทางกฎหมาย โดยอ้างอิงหลักฐานสำคัญจากวิชาชีพโดยตรง เพื่อให้ผู้บริโภคทุกคนได้รู้เท่าทันและเลือกรับบริการได้อย่างปลอดภัย ไม่ตกเป็นเหยื่อของการตลาดที่ผิดกฎหมาย เจาะลึกกฎหมาย: ขอบเขต “นักกายภาพบำบัด” ทำอะไรได้บ้าง? หากพิจารณาตามกฎหมายสูงสุดที่ควบคุมแนวทางปฏิบัติของวิชาชีพใน “ข้อบังคับสภากายภาพบำบัด พ.ศ. 2551” หน้าที่และขอบเขตความรับผิดชอบของนักกายภาพบำบัด ถูกตราไว้ชัดเจนเพื่อดูแลระบบโครงสร้างร่างกาย การเคลื่อนไหว และการฟื้นฟูสมรรถภาพจากภาวะโรค โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้: 1. ขอบเขตการตรวจประเมินและวินิจฉัย นักกายภาพบำบัดสามารถทำการตรวจประเมินและวินิจฉัยด้วยวิธีทางกายภาพบำบัด ได้เฉพาะในขอบเขตต่อไปนี้เท่านั้น: ตรวจประเมินและวินิจฉัยระบบประสาท ระบบกล้ามเนื้อและโครงร่าง ระบบการไหลเวียนเลือดและการหายใจ และพัฒนาการเคลื่อนไหวในเด็ก ตรวจวินิจฉัยด้วยไฟฟ้า (Electrodiagnosis) เฉพาะทางกายภาพบำบัด ตรวจประเมินและวินิจฉัยการเคลื่อนไหวของร่างกาย (Movement evaluation and diagnosis) ตรวจประเมินและวินิจฉัยความบกพร่องของร่างกาย ซึ่งเกิดเนื่องจากภาวะของโรคหรือการเคลื่อนไหวที่ไม่ปกติ 2. […]
ไขข้อสงสัย Tip Effector 60 ของเครื่อง XERF แตกต่างจากหัวทิปยกกระชับ RF ทั่วไปอย่างไร? | ลัลลลิตาคลินิก

เมื่อพูดถึงเทคโนโลยีคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency หรือ RF) ที่ใช้เพื่อช่วยดูแลปัญหาผิวหย่อนคล้อยและริ้วรอย หลายท่านอาจคุ้นเคยกับเครื่องมือที่มีการใช้กันมาอย่างยาวนาน แต่ในปัจจุบันได้มีการพัฒนานวัตกรรมใหม่อย่าง เครื่อง XERF ซึ่งมาพร้อมกับหัวทิปหน้าสัมผัสเฉพาะที่เรียกว่า “Tip Effector 60” หลายท่านที่กำลังหาข้อมูลอาจสงสัยว่า หัวทิป Effector 60 ที่ใช้ใน Program XERF มีความแตกต่างจากหัวทิป RF สำหรับผิวหน้าของเครื่องรุ่นอื่นๆ อย่างไร? ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) ได้รวบรวมข้อมูลทางเทคนิคและงานวิจัยทางการแพทย์มาอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ครับ ความแตกต่างของ Tip Effector 60 เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีเดิม 1. นวัตกรรมคลื่นความถี่คู่ (Dual Frequency) หัวทิป RF ทั่วไป: มักจะใช้คลื่นความถี่วิทยุแบบขั้วเดียว (Monopolar RF) เพียงความถี่เดียว คือ 6.78 MHz เป็นหลัก เพื่อสร้างความร้อนในชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) Tip Effector 60 ของ […]
วิธีอ่านฉลากสกินแคร์ (INCI Name) เลี่ยงส่วนผสมจากอาหาร ดูแลผิวบอบบางอย่างเข้าใจ | ลัลลลิตาคลินิก

การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว (Skincare) สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวบอบบาง หรือมีแนวโน้มเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) การหลีกเลี่ยงส่วนผสมที่ดัดแปลงมาจากอาหาร ถือเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญเพื่อช่วยลดโอกาสการเกิด “การแพ้ผ่านทางผิวหนัง” (Percutaneous Sensitization) แต่การจะทราบว่าสกินแคร์ขวดนั้นมีส่วนผสมจากอาหารหรือไม่ อาจต้องอาศัยการสังเกตเล็กน้อยครับ เนื่องจากตามกฎหมาย ผู้ผลิตจะต้องแสดงชื่อส่วนผสมเป็นระบบมาตรฐานสากลที่เรียกว่า INCI (International Nomenclature of Cosmetic Ingredients) ซึ่งมักจะระบุเป็นชื่อทางวิทยาศาสตร์หรือภาษาละติน ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) ได้รวบรวมคำศัพท์ INCI ของสารก่อภูมิแพ้จากอาหารที่พบได้บ่อย อ้างอิงจากฐานข้อมูลทางการแพทย์ เพื่อเป็นคู่มือเบื้องต้นในการตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจเลือกใช้ คู่มืออ่านฉลาก (INCI Name) สารก่อภูมิแพ้จากอาหารที่พบบ่อย 🥛 1. กลุ่มนม (Milk) หากต้องการหลีกเลี่ยงส่วนผสมจากนมวัว ควรสังเกตคำศัพท์เหล่านี้: Lac, Casein (เช่น caseinate, hydrolysed casein) Whey (เช่น whey hydrolysate) Lactoglobulin, Lactose, Lactoferrin * Colostrum […]
การใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมดัดแปลงมาจากอาหาร อันตรายอย่างไร

เมื่อพูดถึงผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (Skincare) สำหรับเด็กหรือผู้ที่มีผิวบอบบาง หลายท่านมักมองหาส่วนผสมที่มาจาก “ธรรมชาติ” เป็นหลัก เช่น สารสกัดจากข้าวโอ๊ต อัลมอนด์ นม หรือถั่วเหลือง แต่ในทางการแพทย์และผิวหนังวิทยา การใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมดัดแปลงมาจากอาหาร อาจมีความเสี่ยงที่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ซึ่งหลายคนอาจคาดไม่ถึง ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไก “การแพ้ผ่านทางผิวหนัง” เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวอย่างเหมาะสม เข้าใจกลไก “การแพ้ผ่านทางผิวหนัง” (Percutaneous Sensitization) สาเหตุสำคัญที่วงการแพทย์แนะนำให้ระมัดระวังการใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของอาหาร มาจากความเสี่ยงในการเกิดโรคภูมิแพ้อาหาร โดยอธิบายผ่านกลไก “ทฤษฎีการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้สองทาง” (Dual-allergen-exposure hypothesis) ทฤษฎีนี้ระบุว่า หากร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้จากอาหารผ่านการ “ทาลงบนผิวหนัง” ในปริมาณน้อยๆ อย่างต่อเนื่อง จะเป็นการไปกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันสร้างการตอบสนองและจดจำที่จะ “ต่อต้าน” สารนั้นๆ ซึ่งกลไกนี้จะทำงานตรงกันข้ามกับการรับประทานอาหารเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารตั้งแต่เนิ่นๆ ที่จะช่วยสร้างความคุ้นชินและมีส่วนช่วยลดอาการแพ้ได้ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของอาหาร ความเสี่ยงในการกระตุ้นโรคภูมิแพ้อาหารรุนแรง: เป็นสิ่งที่ควรระมัดระวังอย่างยิ่ง หากผิวหนังถูกกระตุ้นจนเกิดการแพ้สารสกัดจากอาหารในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแล้ว เมื่อผู้ใช้รับประทานอาหารชนิดนั้นเข้าไปในภายหลัง อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้อาหารรุนแรง หรือภาวะช็อกจากการแพ้ (Anaphylaxis) ได้ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยรับประทานอาหารชนิดนั้นได้ตามปกติโดยไม่มีอาการแพ้มาก่อนก็ตาม เกิดอาการแพ้ที่ผิวหนังโดยตรง: ส่วนผสมจากอาหารในครีมบำรุง สามารถก่อให้เกิดผื่นแพ้สัมผัส (Contact […]