ลัลลลิตาคลินิก ผิวหนัง ความงาม โรคเด็กและวัคซีน

รู้ทันความงาม: คลินิกใช้ “นักกายภาพบำบัด” ทำหัตถการบนใบหน้า… สรุปแล้วทำได้จริงหรือ?

ข้อบังคับสภากายภาพบำบัด :: ว่าด้วยข้อจำกัดและเงื่อนไขในการประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด

ในยุคที่ธุรกิจความงามเติบโตอย่างรวดเร็ว เรามักจะเห็นโฆษณาหรือโปรโมชันของคลินิกความงามหลายแห่ง นำบุคลากรทางการแพทย์อย่าง “นักกายภาพบำบัด” มาให้บริการทำหัตถการบนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องยกกระชับ เครื่องปรับรูปหน้า หรือเครื่องเลเซอร์ใบหน้า เลเซอร์กำจัดขน ฯลฯ

ประชาชนและผู้บริโภคสงสัยกัน บ้างหรือเปล่าคะ คำถาม คือ “นักกายภาพบำบัดสามารถทำหัตถการความงามบนใบหน้าได้จริงไหม? และถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่?”

บทความนี้จะพามาเจาะลึกข้อเท็จจริงทางกฎหมาย โดยอ้างอิงหลักฐานสำคัญจากวิชาชีพโดยตรง เพื่อให้ผู้บริโภคทุกคนได้รู้เท่าทันและเลือกรับบริการได้อย่างปลอดภัย ไม่ตกเป็นเหยื่อของการตลาดที่ผิดกฎหมาย

เจาะลึกกฎหมาย: ขอบเขต “นักกายภาพบำบัด” ทำอะไรได้บ้าง?

หากพิจารณาตามกฎหมายสูงสุดที่ควบคุมแนวทางปฏิบัติของวิชาชีพใน “ข้อบังคับสภากายภาพบำบัด พ.ศ. 2551” หน้าที่และขอบเขตความรับผิดชอบของนักกายภาพบำบัด ถูกตราไว้ชัดเจนเพื่อดูแลระบบโครงสร้างร่างกาย การเคลื่อนไหว และการฟื้นฟูสมรรถภาพจากภาวะโรค โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้:

1. ขอบเขตการตรวจประเมินและวินิจฉัย

นักกายภาพบำบัดสามารถทำการตรวจประเมินและวินิจฉัยด้วยวิธีทางกายภาพบำบัด ได้เฉพาะในขอบเขตต่อไปนี้เท่านั้น:

  • ตรวจประเมินและวินิจฉัยระบบประสาท ระบบกล้ามเนื้อและโครงร่าง ระบบการไหลเวียนเลือดและการหายใจ และพัฒนาการเคลื่อนไหวในเด็ก

  • ตรวจวินิจฉัยด้วยไฟฟ้า (Electrodiagnosis) เฉพาะทางกายภาพบำบัด

  • ตรวจประเมินและวินิจฉัยการเคลื่อนไหวของร่างกาย (Movement evaluation and diagnosis)

  • ตรวจประเมินและวินิจฉัยความบกพร่องของร่างกาย ซึ่งเกิดเนื่องจากภาวะของโรคหรือการเคลื่อนไหวที่ไม่ปกติ

2. ขอบเขตวิธีการรักษาที่ได้รับอนุญาต

ในการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกัน รักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพ นักกายภาพบำบัดสามารถใช้กระบวนการทางกายภาพบำบัดได้ดังต่อไปนี้:

  • การรักษาด้วยเครื่องมือทางกายภาพบำบัดตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข

  • การนวด การดัด และการดึง (Manual therapy)

  • การออกกำลังกายเพื่อการรักษา (Therapeutic exercise) และการออกกำลังกายเพื่อการป้องกันและการส่งเสริมสุขภาพ

  • การรักษาด้วยน้ำ (Hydrotherapy) และการออกกำลังกายในน้ำ

  • การระบายเสมาชะหรือสารคัดหลั่ง หรือของเสียอื่น ๆ ออกจากปอด การป้องกันการรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานของปอดและหัวใจ

  • การรักษาด้วยความร้อนและความเย็น (Therapeutic heat and cold)

  • การรักษาและฟื้นฟูเพื่อเพิ่มสมรรถภาพการเคลื่อนไหว

  • การฝึกกระตุ้นพัฒนาการการเคลื่อนไหวในเด็ก

  • การใช้อุปกรณ์เสริมเพื่อร่วมการรักษาทางกายภาพบำบัด

  • การใช้เทคนิคพิเศษทางกายภาพบำบัด

กำหนดเครื่องมือกายภาพบำบัด

วิเคราะห์ความถูกต้อง: นำนักกายภาพบำบัดมาทำหัตถการใบหน้า “ผิดกฎหมายอย่างไร?”

ข้อสรุปทางกฎหมาย: ไม่สามารถทำได้ และเป็นการกระทำที่ผิดเงื่อนไขวิชาชีพอย่างชัดเจน

เมื่อเรากาง “ข้อบังคับสภากายภาพบำบัด พ.ศ. 2551” ดูจะพบว่า ไม่มีข้อบัญญัติใดเลยที่อนุญาตให้นักกายภาพบำบัดทำการรักษาเพื่อวัตถุประสงค์ “ทางด้านความงาม เสริมสวย หรือการปรับรูปหน้าพรรณผิว”

แม้คลินิกความงามบางแห่งจะอ้างว่า เครื่องมือยกกระชับบางชนิด (เช่น เครื่องคลื่นวิทยุ RF หรือเครื่องคลื่นเสียงความถี่สูง) มีกลไกคล้ายกับเครื่องมือลดปวดทางกายภาพบำบัด แต่ในแง่กฎหมายวิชาชีพ “วัตถุประสงค์และขอบเขตการวินิจฉัย” ถือเป็นตัวตัดเส้นแบ่งที่สำคัญมาก:

  1. จุดประสงค์เพื่อการรักษาโรค: นักกายภาพบำบัดมีสิทธิ์ใช้เครื่องมือเพื่อบำบัดฟื้นฟูความบกพร่องของร่างกายจากภาวะโรคหรือโครงสร้างกล้ามเนื้อที่ผิดปกติเท่านั้น ซึ่งมุ่งเน้นการดัด ดึง ประคบ และใช้เครื่องมือบำบัด ไม่ครอบคลุมการเสริมความงามและการปรับรูปหน้า

  2. จุดประสงค์เพื่อความงาม: การปรับรูปหน้า สลายไขมันส่วนเกิน หรือเลเซอร์เพื่อความงาม ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูความบกพร่องของโรคหรือการเคลื่อนไหว แต่จัดเป็นการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งครอบคลุมการตรวจ วินิจฉัย และการทำหัตถการเพื่อการรักษาและการเสริมความงาม ซึ่งต้องกระทำโดยแพทย์เท่านั้น

ดังนั้น การที่คลินิกความงามนำนักกายภาพบำบัดมาให้บริการยิงเลเซอร์, HIFU หรือเครื่องมือยกกระชับบนใบหน้าคนไข้ จึงเป็นการ ปฏิบัติงานนอกเหนือข้อจำกัดและเงื่อนไขวิชาชีพ ยิ่งไปกว่านั้น ตัวคลินิกเองก็มีความผิดฐานปล่อยให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่แพทย์ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในสถานพยาบาล ส่วนตัวนักกายภาพบำบัดจะมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกสภากายภาพบำบัดตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย และอาจมีความผิดทางอาญาฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต (หมอเถื่อน) อีกด้วย

วิธีปกป้องสิทธิ์ในฐานะผู้บริโภค

ใบหน้าของมนุษย์เราเต็มไปด้วยโครงสร้างชั้นผิว เส้นเลือก และเส้นประสาทที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง การทำหัตถการและการดูแลผู้ป่วยจึงต้องเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ หากเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ผิวไหม้เบิร์นจากพลังงานที่สูงเกินไป หรือเนื้อเยื่ออักเสบ บุคลากรที่ไม่ใช่แพทย์จะไม่สามารถวินิจฉัยโรคผิวหนัง หรือสั่งจ่ายยารักษาเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้เราได้เลย

เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของตัวท่านเอง ก่อนรับบริการหัตถการความงามทุกครั้ง:

  • เช็กตัวตนผู้ให้บริการ: ผู้ที่ทำหัตถการบนใบหน้าต้องเป็น “แพทย์” ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมอย่างถูกต้องเท่านั้น

  • ตรวจสอบผ่านแพทยสภา: นำชื่อ-นามสกุลของผู้ตรวจ ไปตรวจสอบในระบบค้นหารายชื่อแพทย์ของเว็บแพทยสภาก่อนเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานผู้บริโภคในคลินิกความงาม

เอกสารอ้างอิง (References)

[1] ข้อบังคับสภากายภาพบำบัด ว่าด้วยข้อจำกัดและเงื่อนไขในการประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. 2551. ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนพิเศษ 161 ง หน้า 26-27 (วันที่ 6 ตุลาคม 2551). (ระบุขอบเขตการตรวจประเมิน วินิจฉัย และวิธีการรักษาที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายวิชาชีพ ซึ่งจำกัดอยู่เฉพาะระบบบำบัดร่างกายและการเคลื่อนไหว ไม่ครอบคลุมถึงหัตถการเพื่อความงาม)

[2] พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525. ราชกิจจานุเบกษา. (กำหนดนิยามและขอบเขตของการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งครอบคลุมการตรวจ วินิจฉัย และการทำหัตถการเพื่อการรักษาและการพยาบาล/เสริมความงาม)

[3] พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. 2547. ราชกิจจานุเบกษา. (กำหนดขอบเขตและข้อจำกัดสิทธิ์ในการประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด ซึ่งมุ่งเน้นการดัด ดึง ประคบ และการใช้เครื่องมือเพื่อการบำบัดฟื้นฟู ไม่ครอบคลุมการเสริมความงามและการปรับรูปหน้า)

[4] ข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม. แพทยสภา. (แนวทางปฏิบัติของแพทย์ในการทำหัตถการและการดูแลผู้ป่วยตามมาตรฐานวิชาชีพ รวมถึงการคุ้มครองผู้บริโภคในคลินิกความงาม)

[5] พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม). ราชกิจจานุเบกษา. (ระบุหน้าที่ของผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการสถานพยาบาลในการควบคุมไม่ให้บุคคลที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมมาประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล)

เเชร์โพสต์นี้
Facebook
Twitter
LinkedIn