วิธีดูแลผิวหลังทำ Program EXION (Fractional RF และ Clear RF) เคล็ดลับฟื้นฟูผิวให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัย | ลัลลลิตาคลินิก

หลังจากการรับบริการฟื้นฟูผิวด้วย Program EXION (Fractional RF และ Clear RF) ขั้นตอนที่สำคัญและขาดไม่ได้เลยคือ “การดูแลผิวหลังทำ (Aftercare)” ค่ะ ในทางการแพทย์ผิวหนัง การใช้คลื่นวิทยุ (Radiofrequency) แบบ Fractional จะทำให้เกิดความร้อนใต้ผิวหนังเพื่อกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมตัวเอง (Wound Healing Cascade) และสร้างคอลลาเจนใหม่ ซึ่งในช่วงแรกผิวจะมีความบอบบางและต้องการการปกป้องเป็นพิเศษ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) ได้รวบรวมแนวทางการดูแลผิวหลังทำ Program EXION ตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ผลลัพธ์การฟื้นฟูผิวของคุณออกมาดี และลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียงค่ะ 🩺 อาการที่อาจเกิดขึ้นได้หลังทำ (What to Expect) หลังรับบริการ อาจมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็น “ปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติของผิว” ไม่ใช่อาการแพ้หรืออันตรายค่ะ: ช่วง 1-3 วันแรก: ผิวอาจมีอาการแดง รู้สึกอุ่นๆ บวมเล็กน้อย หรือไวต่อการสัมผัส (สามารถประคบเย็นเพื่อช่วยปลอบประโลมผิวได้) รอยสะเก็ด หรือรอยตารางเล็กๆ (Grid marks): อาจปรากฏขึ้นและอยู่ได้นานหลายวัน […]
ไขข้อข้องใจ Light Therapy: “แสงสีฟ้า” กับ “แสงสีแดง” ต่างกันอย่างไร? เลือกแบบไหนให้ตอบโจทย์ปัญหาผิว | ลัลลลิตาคลินิก

ในปัจจุบัน การดูแลผิวพรรณด้วยเทคโนโลยี การฉายแสงบำบัด (Light Therapy หรือ PDT) ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในวงการแพทย์ผิวหนัง เนื่องจากเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย ไม่ทำให้เกิดบาดแผล และสามารถดูแลครอบคลุมตั้งแต่ปัญหาสิวไปจนถึงการฟื้นฟูผิวหน้า (Facial Rejuvenation) โดยแสงแต่ละความยาวคลื่นจะให้ผลลัพธ์ต่อเซลล์ผิวหนังที่แตกต่างกัน วันนี้ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพาทุกท่านมาเจาะลึกความแตกต่างระหว่างแสงที่นิยมใช้มากที่สุด 2 ชนิด คือ แสงสีฟ้า (Blue Light) และ แสงสีแดง (Red Light) ว่าแต่ละชนิดมีกลไก ข้อดี และข้อควรระวังอย่างไรบ้างค่ะ 💙 แสงสีฟ้า (Blue Light Therapy) ความยาวคลื่น: ประมาณ 400 – 470 นาโนเมตร ความลึก: ระดับตื้น (ชั้นหนังกำพร้า) กลไกการทำงานทางวิทยาศาสตร์: เป้าหมายหลักของแสงสีฟ้าคือการดูแล “ปัญหาสิวอักเสบ (Acne Therapy)” ค่ะ แสงสีฟ้าจะเข้าไปทำปฏิกิริยากับสาร Porphyrins ที่อยู่ในเชื้อแบคทีเรียก่อสิว […]
ฉายแสงรักษาสิว (PDT) ทางเลือกจัดการสิวอักเสบและสิวดื้อยา | ลัลลลิตาคลินิก

ปัญหาสิวเรื้อรัง สิวอักเสบ หรือสิวดื้อยา เป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนความมั่นใจของใครหลายคน โดยเฉพาะเมื่อการรักษาสิวด้วยยาทาหรือยารับประทานแบบเดิมๆ เริ่มไม่ตอบสนอง หรือบางท่านอาจมีความกังวลถึงผลข้างเคียงจากการทานยาปฏิชีวนะติดต่อกันเป็นเวลานาน ในปัจจุบัน วงการแพทย์ผิวหนังมีนวัตกรรมที่เรียกว่า การฉายแสงรักษาสิว หรือ Photodynamic Therapy (PDT) ซึ่งเป็นทางเลือกที่ได้รับการยอมรับทางการแพทย์ว่ามีประสิทธิภาพในการดูแลสิวอักเสบ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพาทุกท่านมาทำความเข้าใจกลไกการทำงานของแสงรักษาสิว เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจดูแลผิวของคุณค่ะ กลไกการทำงานของ แสงรักษาสิว (PDT) อ้างอิงจากหลักวิทยาศาสตร์การแพทย์ การฉายแสงรักษาสิวมีกลไกหลัก 2 ประการ คือ การกำจัดเชื้อแบคทีเรียก่อสิว (C. acnes) และ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างของต่อมไขมัน ค่ะ ฆ่าเชื้อสิวด้วยแสง: แบคทีเรีย C. acnes ซึ่งเป็นต้นเหตุของสิวอักเสบ จะมีการผลิตสารที่เรียกว่า Porphyrins ซึ่งเป็นสารที่ไวต่อแสง เมื่อแพทย์ฉายแสงที่มีความยาวคลื่นเฉพาะ (เช่น แสงสีฟ้า ความยาวคลื่นประมาณ 400 นาโนเมตร) แสงจะเข้าไปกระตุ้นสารนี้ให้สร้างออกซิเจนและอนุมูลอิสระ ซึ่งจะเข้าไปทำลายเซลล์แบคทีเรียสิวโดยตรงค่ะ การใช้สารเสริมประสิทธิภาพ (5-ALA): ในกรณีที่สิวอักเสบรุนแรง หรือมีสารไวแสงตามธรรมชาติน้อย แพทย์อาจพิจารณาทาสาร […]
เตรียมตัวอย่างไร ก่อนตรวจภูมิแพ้ทางผิวหนังด้วยวิธีสะกิด (Skin Prick Test)? | ลัลลลิตาคลินิก

สำหรับผู้ที่มีอาการภูมิแพ้เรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นภูมิแพ้อากาศ ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หรือสงสัยว่าตนเองแพ้อาหาร การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Skin Prick Test (SPT) ถือเป็นวิธีมาตรฐานที่ช่วยค้นหาสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นตัวการก่อโรคได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำค่ะ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ปฏิกิริยาบนผิวหนังแสดงผลออกมาได้อย่างถูกต้องที่สุด ไม่เกิดผลลบปลอม จากฤทธิ์ยาที่ตกค้างในร่างกาย การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการทดสอบจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) ได้รวบรวมข้อปฏิบัติมาเป็นเช็กลิสต์ให้คุณเตรียมตัวได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยค่ะ เช็กลิสต์การเตรียมตัวก่อนตรวจ Skin Prick Test การเตรียมตัวที่ถูกต้องมีดังนี้ค่ะ: 1. งดยาแก้แพ้ (Antihistamines) ล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน นี่คือกฎเหล็กที่สำคัญที่สุดค่ะ! ยาแก้แพ้แบบรับประทานจะเข้าไปกดปฏิกิริยาการตอบสนองของผิวหนัง หากไม่งดยา ผิวหนังจะไม่เกิดรอยนูนแดงแม้ว่าคุณจะแพ้สารนั้นจริงๆ ก็ตาม ยาแก้แพ้กลุ่มง่วงและไม่ง่วง (เช่น Bilastine, Cetirizine, Loratadine, Fexofenadine, Chlorpheniramine): ควรงดอย่างน้อย 7 วันก่อนวันตรวจ หากมีอาการแพ้รุนแรงระหว่างช่วงที่งดยา แนะนำให้รีบติดต่อแพทย์เพื่อประเมินอาการค่ะ 2. งดทายากลุ่มสเตียรอยด์บริเวณที่จะทดสอบ ยาครีมหรือยาทาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ มีฤทธิ์ลดการอักเสบและกดภูมิคุ้มกันที่ผิวหนัง ซึ่งจะส่งผลต่อความแม่นยำของการทดสอบ ควรงดทายากลุ่มนี้บริเวณท้องแขนหรือแผ่นหลัง (ตำแหน่งที่ใช้ทดสอบ) […]
ลูกเป็นผื่น หาหมอไหนดี? ทำความรู้จัก “แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังเด็ก” ต่างจากหมอเด็กและหมอผิวหนังทั่วไปอย่างไร | ลัลลลิตาคลินิก

เมื่อลูกน้อยมีปัญหาผิวหนัง ไม่ว่าจะเป็นผื่นแดงเรื้อรัง ตุ่มน้ำ ปานแดง หรือผิวแห้งลอก คำถามยอดฮิตที่คุณพ่อคุณแม่มักจะสงสัยคือ “ควรพาลูกไปหาหมอเด็ก (กุมารแพทย์) หรือไปหาหมอผิวหนัง (ตจแพทย์) ดี?” แล้ว “หมอเฉพาะทางด้านผิวหนังเด็ก” มีอยู่มั๊ย ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผิวของเด็ก โดยเฉพาะทารกแรกเกิด ไม่ใช่แค่ “ผิวผู้ใหญ่ที่ย่อส่วนลงมา” นะคะ โครงสร้างเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ มีความบอบบางกว่า และมีอัตราส่วนพื้นที่ผิวต่อน้ำหนักตัวที่สูงกว่าผู้ใหญ่ ซึ่งส่งผลต่อการดูดซึมยาทาต่างๆ เข้าสู่ร่างกายโดยตรง ในทางการแพทย์จึงมีสาขาความเชี่ยวชาญพิเศษที่เรียกว่า “แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังเด็ก” (Pediatric Dermatologist) เพื่อตอบโจทย์ความละเอียดอ่อนนี้โดยเฉพาะค่ะ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพาคุณพ่อคุณแม่มาทำความรู้จักกับคุณหมอด้านนี้กันค่ะ ว่ากว่าจะมาเป็นแพทย์เฉพาะทางผิวหนังเด็กต้องผ่านการศึกษาอย่างไร และมีความแตกต่างจากสาขาอื่นอย่างไรบ้าง เส้นทางการศึกษา: กว่าจะเป็น “แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังเด็ก” ต้องใช้เวลากี่ปี? การจะเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังเด็กได้นั้น ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและระยะเวลาในการศึกษา รวมถึงการฝึกปฏิบัติงานทางคลินิกที่ยาวนานมากกว่า 10 ปีเลยทีเดียวค่ะ โดยมีเส้นทางมาตรฐานดังนี้: แพทยศาสตรบัณฑิต (หมอทั่วไป): ใช้เวลาเรียน 6 ปี แพทย์ประจำบ้าน […]
ปานแดงในเด็กแบบไหน อันตราย? สัญญาณเตือนที่ต้องรีบพามาพบกุมารแพทย์ผิวหนังเด็ก | ลัลลลิตาคลินิก

เมื่อลูกน้อยแรกเกิดหรือในช่วงสัปดาห์แรกๆ มีตุ่มแดงคล้ายผลสตรอว์เบอร์รีปรากฏขึ้นบนผิวหนัง คุณพ่อคุณแม่หลายท่านมักจะตกใจและกังวลใจอย่างมาก ในทางการแพทย์ผิวหนังเด็ก เราเรียกภาวะนี้ว่า “เนื้องอกหลอดเลือดในเด็ก” ค่ะ ข่าวดีคือ เนื้องอกหลอดเลือดส่วนใหญ่มักไม่มีอันตราย และสามารถ “ค่อยๆ ยุบตัวลงได้เอง” เมื่อเด็กโตขึ้น แต่ก็มีเนื้องอกหลอดเลือดบางกลุ่มที่อยู่ใน “ตำแหน่งอันตราย” หรือมี “ภาวะแทรกซ้อน” ที่คุณพ่อคุณแม่ห้ามใช้คำว่า “รอดูอาการ” หรือ “รอให้ยุบเอง” เด็ดขาดค่ะ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) มาสรุปเป็นสัญญาณเตือน (Red Flags) เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตลูกน้อยได้อย่างถูกต้องและทันท่วงทีค่ะ 5 สัญญาณเตือนของปานแดง (เนื้องอกหลอดเลือด) ที่ต้องรีบพบแพทย์ หากเนื้องอกหลอดเลือดของลูกน้อยมีลักษณะหรืออยู่ในตำแหน่งดังต่อไปนี้ ควรรีบพามาพบกุมารแพทย์และแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังโดยเร็วที่สุดค่ะ: 1. เนื้องอกหลอดเลือดอยู่บริเวณ “รอบดวงตา” นี่คือตำแหน่งที่ต้องระวังมากที่สุดค่ะ หากก้อนเนื้อโตขึ้นจนไปเบียดลูกตา หรือบดบังการมองเห็นแม้เพียงเล็กน้อย อาจทำให้เด็กเกิดภาวะสายตาเอียง หรือร้ายแรงถึงขั้นเป็น “โรคตาขี้เกียจ” และสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ หากพบที่เปลือกตาหรือหัวตา ต้องรีบประเมินการรักษาทันทีค่ะ 2. เนื้องอกหลอดเลือดบริเวณ “กราม คาง ลำคอ” ก้อนเนื้อที่กระจายตัวอยู่บริเวณคาง ขากรรไกร หรือลำคอ […]
คลินิกรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) ดูแลอย่างเข้าใจ| ลัลลลิตาคลินิก

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis หรือ AD) เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ อาการผิวแห้งสาก คันยุบยิบ และผื่นแดงที่กำเริบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพผิว แต่ยังบั่นทอนคุณภาพชีวิต การนอนหลับ และความมั่นใจในการเข้าสังคมอย่างมาก ในทางการแพทย์ผิวหนังปัจจุบัน แนวทางการดูแลโรคนี้ได้พัฒนาไปไกลกว่าแค่การทายาแก้คันแล้วค่ะ ที่ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) มีแพทย์เฉพาะทางด้านโรคผิวหนังเด็กและผิวหนังผู้ใหญ่ พญ.นิอร บุญเผื่อน ที่เชี่ยวชาญในด้านโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังโดยเฉพาะ มาให้การตรวจรักษาค่ะ โดยมีคุณหมอมีแนวทางการดูแลรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง จากประสบการณ์และการอัปเดตความรู้อย่างสม่ำเสมอ แนวทางการดูแลรักษาที่ ลัลลลิตาคลินิก จากประสบการณ์ของแพทย์เฉพาะทาง การดูแลโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังให้สงบในระยะยาว ต้องอาศัยความเข้าใจที่ถูกต้องและการดูแลอย่างเป็นระบบ พญ.นิอร บุญเผื่อน (ว.33606) แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังประจำลัลลลิตาคลินิก มีประสบการณ์ในการดูแลโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมากกว่า 15 ปี ทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง รวมถึงเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องโรคผิวหนังในงานประชุมวิชาการสำหรับแพทย์ นอกจากนี้คุณหมอได้ผ่านการอบรมมาตรฐานการรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง The GA²LEN ADCARE Allergy School on Atopic Dermatitis ซึ่งจัดโดยเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้และหอบหืดระดับโลก เพื่อนำแนวทางการรักษาที่ทันสมัยมาใช้ในการดูแลผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หัวใจสำคัญของการดูแลผิวที่ลัลลลิตาคลินิก ประกอบด้วย: คุณหมอมุ่งเน้นเรื่องการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง แม่นยำ คุณหมอให้เวลาในการพูดคุย […]
เป็นกลากดูแลตัวเองอย่างไร? เช็กลิสต์สิ่งที่ควรทำและควรเลี่ยง| ลัลลลิตาคลินิก

โรคกลากเป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อรากลุ่ม Dermatophytes ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นผิวหนัง ลำตัว หนังศีรษะ หรือซอกพับต่างๆ อาการเด่นชัดคือ มักมีผื่นแดงลักษณะเป็นวงขอบค่อนข้างชัดเจน มีสะเก็ดลอก และมีอาการคันรบกวนใจ หลายท่านเมื่อเริ่มมีอาการ มักเกิดความสับสนในการดูแลตนเอง หรือบางครั้งเผลอทำพฤติกรรมบางอย่างที่ทำให้เชื้อราลุกลามโดยไม่รู้ตัว ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) ได้รวบรวมข้อมูลงานวิจัยทางการแพทย์มาสรุปเป็นเช็กลิสต์ “สิ่งที่ควรทำ (Dos)” และ “สิ่งที่ควรเลี่ยง (Don’ts)” เพื่อให้คุณดูแลผิวได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยค่ะ ✅ สิ่งที่ควรทำเมื่อเป็นโรคกลาก (Dos) รักษาความสะอาดและความแห้งสบายของผิว: เชื้อรากลุ่มนี้จะเจริญเติบโตได้ดีที่สุดในสภาพแวดล้อมที่อับชื้น ดังนั้น หลังอาบน้ำหรือทำกิจกรรมที่มีเหงื่อออก ควรซับผิวให้แห้งสนิทด้วยผ้าขนหนูที่สะอาดทันทีค่ะ แยกของใช้ส่วนตัวเพื่อป้องกันการแพร่กระจาย: งานวิจัยระบุว่าเชื้อราสามารถติดต่อกันได้ง่ายผ่านการสัมผัสสิ่งของร่วมกัน จึงควรแยกผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า กรรไกรตัดเล็บ และหวี ไม่ใช้ร่วมกับสมาชิกในครอบครัวค่ะ ซักเสื้อผ้าด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสม: แนะนำให้ซักเสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน และผ้าเช็ดตัวด้วยน้ำร้อน (อุณหภูมิประมาณ 60 องศาเซลเซียส) และตากแดดให้แห้งสนิท เพื่อช่วยลดปริมาณสปอร์ของเชื้อราที่อาจตกค้างอยู่บนเส้นใยผ้าค่ะ ทายาอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องตามแพทย์สั่ง: การใช้ยาทาฆ่าเชื้อราควรทาเลยขอบผื่นออกไป 2-3 เซนติเมตร และหัวใจสำคัญคือ “ต้องทาอย่างต่อเนื่องตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด” แม้ว่าผื่นภายนอกจะดูเนียนหายดีแล้วก็ตาม […]
เป็น “โรคเริม” ซ้ำซากจนท้อ! เมื่อไหร่ที่ควรเริ่มทานยาแบบป้องกัน?| ลัลลลิตาคลินิก

โรคเริม (Herpes Simplex) เป็นโรคผิวหนังติดเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยมาก ทั้งบริเวณริมฝีปาก (เริมที่ปาก) และอวัยวะเพศ อาการเด่นชัดคือมีตุ่มน้ำใสขึ้นเป็นกลุ่ม มีอาการแสบร้อนหรือเจ็บปวด แม้ว่าตุ่มน้ำเหล่านี้จะสามารถแห้งและตกสะเก็ดหายไปได้เองในเวลา 1-2 สัปดาห์ แต่ความน่ากังวลของโรคเริมคือ “การกลับมาเป็นซ้ำ” ค่ะ หลายท่านอาจมีอาการเริมกำเริบปีละ 1-2 ครั้ง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่ร่างกายอ่อนแอลงชั่วคราว แต่สำหรับบางท่านที่โรคเริมกำเริบบ่อยมากจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ความมั่นใจ และหน้าที่การงาน ในทางการแพทย์ผิวหนังจะมีแนวทางการดูแลที่เรียกว่า “การทานยาต้านไวรัสแบบป้องกัน” (Suppressive Therapy) ค่ะ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) มีคำถามสำคัญว่าเมื่อไหร่ที่เราควรปรึกษาแพทย์เพื่อเริ่มทานยาแบบป้องกันกันค่ะ ทำไมโรคเริมถึงชอบกลับมาเป็นซ้ำ? ก่อนอื่นต้องเข้าใจธรรมชาติของเชื้อไวรัสเริม (HSV) ก่อนค่ะ เมื่อเราติดเชื้อครั้งแรกและอาการที่ผิวหนังหายไปแล้ว เชื้อไวรัสจะไม่ได้หายไปจากร่างกาย แต่จะเดินทางไป “หลบซ่อนตัวอยู่ในปมประสาท” อย่างสงบ เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายมีปัจจัยมากระตุ้น เช่น พักผ่อนน้อย เครียดสะสม ช่วงมีประจำเดือน หรือตากแดดจัด ภูมิคุ้มกันที่ลดลงชั่วคราวจะทำให้ไวรัสที่ซ่อนอยู่ตื่นตัวและกลับมาก่อให้เกิดตุ่มน้ำใสที่ผิวหนังซ้ำอีกครั้งค่ะ เมื่อไหร่ที่ควรพิจารณาทานยาแบบป้องกัน? การทานยาแบบป้องกัน คือการทานยาต้านไวรัสในขนาดต่ำๆ ติดต่อกันเป็นประจำทุกวัน (มักใช้เวลา 6-12 เดือนตามแพทย์ประเมิน) เพื่อกดไม่ให้ไวรัสแบ่งตัวและแสดงอาการ […]
ลูกผมร่วงเป็นหย่อม คันศีรษะลอกเป็นขุย! รับมือ “กลากที่หนังศีรษะ” | ลัลลลิตาคลินิก

หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นว่าลูกน้อยมีอาการคันศีรษะอย่างรุนแรง มีรังแคหรือสะเก็ดลอกเป็นขุยหนา และที่สำคัญคือ “ผมร่วงเป็นหย่อมๆ” หรือบางครั้งเห็นเป็นจุดดำๆ เล็กๆ ที่รากผม (Black dot) อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่ปัญหารังแคธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคติดเชื้อราที่เรียกว่า “กลากที่หนังศีรษะ” หรือที่คนไทยสมัยก่อนเรียกว่า “ชันนะตุ” ค่ะ วันนี้ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพาทุกท่านมาทำความเข้าใจโรคนี้อย่างเจาะลึก เพื่อให้ครอบครัวสามารถป้องกันและดูแลรักษาได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยค่ะ กลากที่หนังศีรษะ มักพบในวัยไหนและเกิดจากอะไร? โรคกลากที่หนังศีรษะ เกิดจากการติดเชื้อราซึ่งสามารถลุกลามเข้าไปทำลายเส้นผมถึงระดับรากผมได้ค่ะ ช่วงอายุที่พบบ่อย: โรคนี้พบได้บ่อยที่สุดใน เด็กวัยก่อนเรียนจนถึงวัยเรียน (อายุประมาณ 3-14 ปี) เนื่องจากเป็นวัยที่มีกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ มาก และระบบภูมิคุ้มกันที่หนังศีรษะอาจยังต้านทานเชื้อราได้ไม่ดีเท่าผู้ใหญ่ค่ะ (ส่วนในผู้ใหญ่มักพบได้น้อยกว่า แต่อาจพบได้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยงที่ติดเชื้อค่ะ) ปัจจัยเสี่ยงและการติดต่อ: เชื้อรานี้ติดต่อได้ง่ายมากผ่าน “การสัมผัส” ค่ะ เช่น การใช้ของส่วนตัวร่วมกัน เช่น หวี หมวก กิ๊บติดผม ปลอกหมอน หรือผ้าเช็ดตัว การคลุกคลีหรืออุ้มสัตว์เลี้ยงที่ติดเชื้อรา (โดยเฉพาะแมวและสุนัข) สภาพแวดล้อมที่อับชื้น เหงื่อออกมาก และการรักษาความสะอาดที่ไม่เพียงพอ ทำไม […]
ลูกน้อยน้ำลายเยอะจนรอบปากแดง! วิธีรับมือ “ผื่นน้ำลาย” (Drool Rash)| ลัลลลิตาคลินิก

สำหรับครอบครัวที่มีลูกน้อยในวัยกำลังเติบโต โดยเฉพาะในช่วงอายุ 3 ถึง 12 เดือน เป็นช่วงที่คุณพ่อคุณแม่มักจะสังเกตเห็นว่าลูกรักเริ่มมีน้ำลายไหลเยอะขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติเนื่องจากต่อมน้ำลายเริ่มพัฒนาเต็มที่และมีอาการคันเหงือกจากการเตรียมพร้อมสำหรับฟันซี่แรก (Teething) ค่ะ แต่สิ่งที่มักจะตามมาคู่กันก็คือ ผื่นแดง ผิวแห้งลอก หรือตุ่มน้ำใสๆ บริเวณรอบริมฝีปาก คาง และแก้ม จนทำให้ลูกน้อยงอแงเพราะความแสบคัน ในทางการแพทย์ผิวหนังเรียกภาวะนี้ว่า ผื่นผิวหนังอักเสบแบบการระคายเคืองจากน้ำลายค่ะ หรือที่คนทั่วไปรู้จักในชื่อ “ผื่นน้ำลาย” (Drool Rash) นั่นเองค่ะ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) โดยพญ.นิอร จะพาทุกท่านมาเจาะลึกกลไกทางผิวหนังและเทคนิคการดูแลปกป้องผิวรอบปากของลูกรักอย่างปลอดภัยและอ่อนโยนที่สุดค่ะ ทำไมน้ำลายของลูกน้อยถึงทำให้เกิดผื่นแดงอักเสบ? น้ำลายของมนุษย์ไม่ได้มีเพียงแค่น้ำเปล่าเท่านั้น แต่ประกอบไปด้วย เอนไซม์ช่วยย่อยอาหาร (เช่น Amylase และ Lipase) และมีสภาพความเป็นกรด-ด่าง (pH) ที่เป็นกลางถึงค่อนข้างเป็นด่างเล็กน้อย เมื่อผิวรอบปากของทารกซึ่งบอบบางและมีเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ต้องสัมผัสกับน้ำลายและเอนไซม์เหล่านี้เป็นระยะเวลานานร่วมกับความอับชื้น เอนไซม์จะเข้าไปย่อยสลายไขมันและโปรตีนตามธรรมชาติที่ทำหน้าที่ปกป้องผิวชั้นนอกสุด ส่งผลให้เกราะป้องกันผิวถูกทำลาย เกิดการระคายเคือง แดง และอักเสบตามมา ยิ่งหากมีการเสียดสีจากการเช็ดถูบ่อยๆ ก็จะยิ่งกระตุ้นให้ผื่นลุกลามได้ง่ายขึ้นค่ะ 4 เทคนิคดูแลผิวรอบปากเมื่อลูกน้อยมีน้ำลายเยอะ […]
หน้าแดงง่าย เป็น “โรซาเซีย” (Rosacea) แต่งหน้าได้ไหม? เช็กลิสต์ Do & Don’t พร้อมแนวทางการรักษา | ลัลลลิตาคลินิก

สำหรับผู้ที่มีปัญหา ผิวหน้าแดงอักเสบ หรือ โรซาเซีย (Rosacea) ผิวจะมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นสูงมาก มักมีอาการหน้าแดงง่าย มีเส้นเลือดฝอยขยายตัว หรือมีตุ่มแดงคล้ายสิว ทำให้การเลือกใช้สกินแคร์และเครื่องสำอางเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษค่ะ วันนี้ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) ได้นำข้อมูลอ้างอิงจากตำราแพทย์ผิวหนังวิทยา มาสรุปเป็นเช็กลิสต์ “สิ่งที่ควรทำ (Dos)” และ “สิ่งที่ควรเลี่ยง (Don’ts)” พร้อมอัปเดตแนวทางการรักษาทางการแพทย์ เพื่อให้คุณดูแลผิวได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจขึ้นค่ะ ✅ สิ่งที่อนุญาตและควรทำ (Dos for Rosacea Care) เลือกเครื่องสำอางเนื้อแมตต์ (Matte finish): แนะนำให้ใช้แป้งฝุ่นเนื้อแมตต์ และหากต้องการปกปิดรอยแดงบนใบหน้า “เบสสีเขียว” (Green-tinted) จะช่วยพรางรอยแดงได้ดีที่สุดค่ะ ลำดับการทาที่ถูกต้อง: ควรทายารักษาโรค (Topical medication) ก่อนเป็นอันดับแรก ตามด้วยครีมกันแดด (SPF 20 ขึ้นไป) แล้วจึงค่อยลงเครื่องสำอาง เลือกสีเอิร์ธโทนสำหรับดวงตา: หากแต่งตา ควรใช้อายแชโดว์สีโทนอ่อน เช่น สีพีช, สีแทน หรือสีเขียวหม่นเนื้อแมตต์ ใช้มาสคาร่าสีดำ […]