เมื่อมีตุ่ม “หูด (Viral Wart)” ปรากฏขึ้นบนผิวหนัง หลายท่านมักนึกถึงเทคโนโลยี “เลเซอร์” เป็นอันดับแรก เพราะเชื่อว่าเลเซอร์คือวิธีที่ทันสมัยและจัดการปัญหาผิวได้ทุกอย่าง แต่คุณทราบหรือไม่คะว่า ในทางการแพทย์ผิวหนัง สำหรับโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอย่างโรคหูดนั้น เลเซอร์อาจไม่ใช่ทางเลือกแรกที่แพทย์แนะนำเสมอไป
อ้างอิงจากฐานข้อมูลงานวิจัยและแนวทางการรักษามาตรฐานสากล (Cochrane Reviews และ PubMed) ทางเลือกหลักในการรักษาหูด (First-line treatment) ที่แพทย์ทั่วโลกนิยมใช้คือ การจี้ด้วยความเย็น (Cryotherapy / Liquid Nitrogen) ค่ะ
วันนี้ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพามาเจาะลึกเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ว่าทำไมการใช้ความเย็นจัดถึงได้เปรียบ และตอบโจทย์การรักษาโรคหูดได้ดีกว่าการใช้เลเซอร์ในหลายๆ กรณีค่ะ
4 เหตุผลทางการแพทย์ ทำไม “ความเย็น” ถึงเหมาะกับโรคหูด
1. ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันต้านไวรัส (Cryo-immunity) โรคหูดเกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV กลไกของการพ่นความเย็นด้วยไนโตรเจนเหลว (อุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส) ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ “ทำลาย” ก้อนหูดโดยตรงเท่านั้น แต่ความเย็นจัดจะทำให้เซลล์ที่ติดเชื้อเกิดการอักเสบเฉพาะที่ ซึ่งกระบวนการนี้เปรียบเสมือนการ “ส่งสัญญาณเตือน” ให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (Immune response) รับรู้และเข้ามาช่วยทำลายเชื้อไวรัส HPV ที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเป็นกลไกที่เลเซอร์ความร้อนมักทำไม่ได้ค่ะ
2. ลดความเสี่ยงจากการสูดดม “ควันไวรัส” (Viral Plume) นี่คือปัจจัยสำคัญด้านความปลอดภัยค่ะ การใช้เลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 Laser) เป็นการใช้ความร้อนตัดหรือระเหิดเนื้อเยื่อ ซึ่งงานวิจัยทางการแพทย์พบว่า ควัน (Plume) ที่ลอยขึ้นมาระหว่างการทำเลเซอร์หูด อาจมี DNA ของเชื้อไวรัส HPV ปะปนอยู่ด้วย หากระบบดูดควันไม่ดีพอ อาจเสี่ยงต่อการสูดดมหรือแพร่กระจายเชื้อไปยังบริเวณอื่นได้ ในขณะที่การจี้เย็นจะไม่มีควันระเหิดนี้เกิดขึ้น จึงมีความปลอดภัยต่อทั้งตัวคนไข้และบุคลากรทางการแพทย์มากกว่าค่ะ
3. ลดโอกาสเกิดรอยแผลเป็นถาวร (Lower Risk of Scarring) การใช้เลเซอร์ตัดก้อนหูดออก อาจทำให้เกิดแผลเปิดที่ค่อนข้างลึกและเสี่ยงต่อการเกิดรอยแผลเป็น (Scar) โดยเฉพาะหูดบริเวณฝ่าเท้าหรือฝ่ามือ แต่การจี้เย็นจะทำให้ก้อนหูดค่อยๆ พองเป็นตุ่มน้ำ แห้ง และตกสะเก็ดหลุดไปเองตามธรรมชาติ ซึ่งกระบวนการซ่อมแซมผิวลักษณะนี้จะทิ้งรอยแผลเป็นไว้น้อยกว่ามากค่ะ
4. ไม่ต้องฉีดยาชา (No Need for Local Anesthesia) การทำเลเซอร์จำเป็นต้องฉีดยาชาเฉพาะที่บริเวณก้อนหูด (ซึ่งการฉีดยาชาที่ฝ่ามือหรือฝ่าเท้าจะมีความเจ็บปวดค่อนข้างมาก) แต่สำหรับการพ่นความเย็น คนไข้จะรู้สึกเย็นจัดจนแสบชาในระยะเวลาสั้นๆ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เข็มฉีดยาชา แต่ลำหรับเด็กๆ ยังมีความเจ็บที่ทนได้ยากอยู่ดี ในเด็กจึงยังเลือกวิธีการทายามากกว่า
แล้วเลเซอร์ไม่ดีหรือ?
ไม่ใช่ว่าเลเซอร์ไม่ดีนะคะ เลเซอร์ยังคงเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและมีบทบาทสำคัญในทางการแพทย์ แต่แพทย์ผิวหนังมักจะเก็บเลเซอร์ไว้เป็น “ทางเลือกท้ายๆ” สำหรับกรณีที่หูดมีขนาดใหญ่มากที่ดื้อต่อการรักษาด้วยยาทาและการจี้เย็น หรือหูดที่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมกับการเลเซอร์มากกว่าวิธีอื่นจริงๆ
การเลือกวิธีรักษาที่ถูกต้อง ต้องเริ่มจากการประเมินรอยโรคอย่างแม่นยำค่ะ ทุกการรับบริการที่ลัลลลิตาคลินิก จะได้รับการดูแลและให้คำแนะนำโดย พญ.นิอร บุญเผื่อน (ว.33606) แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง คุณหมอจะทำการตรวจประเมินลักษณะของหูด ตำแหน่ง และความลึก เพื่อวางแผนการรักษาด้วยวิธีพ่นความเย็น (Cryotherapy) หรือวิธีอื่นๆ ที่เหมาะสมที่สุด ให้คนไข้ได้รับการรักษาที่ปลอดภัยและลดโอกาสการเกิดแผลเป็นให้มากที่สุดค่ะ
- ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการรักษาโรคผิวหนังเท่านั้น
- โรคหูดเกิดจากเชื้อไวรัส การรักษาอาจต้องทำซ้ำหลายครั้ง (Multiple sessions) และผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
- ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการประเมินรอยโรคก่อนรับบริการทุกครั้ง
💬 ปรึกษาปัญหาโรคหูด ตาปลา หรือนัดหมายแพทย์เฉพาะทาง ได้ที่:
🏥 ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic)
📞 Tel: 086-353-4562
📱 Line OA: @lullalitaclinic
🌐 Website: www.lullalitaskin.com


