โปรแกรมฉีดสารลดเลือนริ้วรอย (Botulinum Toxin) ควรฉีดบ่อยแค่ไหน? ไขข้อสงสัยระยะเวลาที่ปลอดภัย ป้องกันภาวะดื้อยา | ลัลลลิตาคลินิก
เมื่อพูดถึงตัวช่วยในการลดเลือนริ้วรอยและปรับรูปหน้า “โบทูลินัม ท็อกซิน (Botulinum Toxin)” หรือที่หลายคนคุ้นเคยกันในชื่อสั้นๆ ว่าการฉีดโบ ถือเป็นหัตถการยอดนิยมอันดับต้นๆ เพราะช่วยคลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง ทำให้ริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า (เช่น รอยขมวดคิ้ว รอยตีนกา) ดูจางลง และช่วยปรับกรอบหน้าให้ดูเรียวขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ หลายคนพอเห็นริ้วรอยเริ่มกลับมานิดหน่อย ก็อยากจะพุ่งตัวไปคลินิกเพื่อเติมทันที! วันนี้ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพามาเจาะลึกข้อมูลจากฐานข้อมูลงานวิจัยทางการแพทย์เพื่อไขข้อสงสัยว่าระยะเวลาการฉีดซ้ำที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดควรเป็นอย่างไรค่ะ โบทูลินัม ท็อกซิน ออกฤทธิ์ได้นานแค่ไหน? ตามหลักสรีรวิทยาและงานวิจัยทางคลินิก โบทูลินัม ท็อกซิน ไม่ได้ให้ผลลัพธ์แบบถาวรค่ะ โดยทั่วไปหลังจากฉีด ยาจะเริ่มออกฤทธิ์ให้เห็นผลภายใน 3-7 วัน และเห็นผลลัพธ์เต็มที่ประมาณ 2 สัปดาห์ ระยะเวลาที่ยาออกฤทธิ์คงอยู่จะเฉลี่ยอยู่ที่ 3 – 6 เดือน (ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ ปริมาณยาที่ใช้ ขนาดของกล้ามเนื้อ และระบบการเผาผลาญของแต่ละบุคคล) หลังจากนั้นกล้ามเนื้อจะค่อยๆ ฟื้นตัวและกลับมาขยับได้ตามปกติ ริ้วรอยจึงค่อยๆ กลับมาปรากฏให้เห็นอีกครั้งค่ะ ควรฉีดซ้ำทุกๆ เท่าไหร่ จึงจะปลอดภัยและสวยคงที่? ทางการแพทย์ผิวหนังแนะนำให้ทำการฉีดซ้ำเมื่อยาเดิมเริ่มหมดฤทธิ์และกล้ามเนื้อเริ่มกลับมาขยับได้มากแล้ว โดย ระยะเวลาที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดคือ […]
แนวทางการดูแลผิวหย่อนคล้อยของใบหน้าตาม 4 ระดับความรุนแรง ลัลลลิตาคลินิก

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ปัญหาความหย่อนคล้อยของใบหน้า คือสัญญาณแห่งวัยที่หลีกเลี่ยงได้ยาก การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ชั้นผิวภายนอก แต่เกิดลึกถึงโครงสร้างภายใน ทั้งการลดลงของคอลลาเจน อีลาสติน การฝ่อตัวของไขมัน และความแข็งแรงของเส้นเอ็นยึดผิว (Retaining Ligaments) ที่ลดลง ทางการแพทย์ผิวหนังมีการแบ่งระดับความหย่อนคล้อย เพื่อวางแผนการดูแลอย่างเหมาะสม วันนี้ ลัลลลิตาคลินิก โดย พญ.นิอร บุญเผื่อน แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง (ว.33606) จะมาให้ความรู้เกี่ยวกับแนวทางการฟื้นฟูผิวที่เหมาะสมสำหรับปัญหาความหย่อนคล้อยของใบหน้าในแต่ละระดับค่ะ ก่อนจะไปดูแนวทางการดูแล เรามาทำความรู้จักกับ 4 ระดับของความหย่อนคล้อยกันก่อนค่ะ ระดับที่ 1: ความหย่อนคล้อยระยะเริ่มต้น (Mild Ptosis) ลักษณะ: สังเกตเห็นร่องแก้มจางๆ (Laugh lines) กรอบหน้าเริ่มไม่คมชัด มักพบในกลุ่มอายุ 25-35 ปี ระดับที่ 2: ความหย่อนคล้อยระดับปานกลาง (Moderate Ptosis) ลักษณะ: ร่องแก้มเห็นชัดขึ้น เริ่มมีร่องน้ำหมาก (Marionette lines) ที่มุมปาก เนื้อแก้มเริ่มหย่อนลงมาบังกรอบหน้าบางส่วน มักพบในกลุ่มอายุ 35-45 ปี ระดับที่ […]
สิวยุบแล้วหยุดยาได้ไหม? เหตุผลทางการแพทย์ที่ต้อง “รักษาสิวอย่างต่อเนื่อง” เพื่อหยุดวงจรสิวซ้ำซาก | ลัลลลิตาคลินิก

คำถามยอดฮิตในห้องตรวจคลินิกผิวหนังคือ “คุณหมอคะ ตอนนี้สิวยุบแล้ว หน้าดูใสขึ้นแล้ว ขอหยุดทายาหรือหยุดการรักษาเลยได้ไหมคะ?” หรือไม่ คนไข้ก็หายไปเฉยๆ….เมื่อสิวเพิ่งเริ่มเคลียร์ หลายท่านอาจเคยมีประสบการณ์รักษาสิว พอหน้าเริ่มดีขึ้นก็หยุดยาหรือหยุดมาคลินิก แต่ผ่านไปเพียง 1-2 เดือน สิวก็กลับมาเห่อใหม่ที่เดิมซ้ำๆ ในทางการแพทย์ผิวหนัง โรคสิวถือเป็น “โรคผิวหนังอักเสบเรื้อรัง” (Chronic Inflammatory Skin Disease) ที่ต้องการการดูแลอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องค่ะ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) หมอจะขอเล่าถึงกลไกใต้ชั้นผิวหนัง ว่าทำไมการรักษาสิวแบบ “ทำๆ หยุดๆ” ถึงเป็นข้อห้าม และทำไมการดูแลอย่างต่อเนื่องถึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ผิวที่แข็งแรงในระยะยาวค่ะ 3 เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ทำไมจึงต้องรักษาสิวอย่างต่อเนื่อง 1. ทฤษฎีภูเขาน้ำแข็ง และสิวที่มองไม่เห็น (Microcomedones) สิ่งที่เรามองเห็นบนใบหน้า (สิวอักเสบ สิวอุดตัน) เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้นค่ะ งานวิจัยทางการแพทย์พบว่า ก่อนที่สิวจะผุดขึ้นมาให้เราเห็น มันได้ก่อตัวอยู่ใต้ผิวหนังในระยะที่เรียกว่า “Microcomedone” (การอุดตันขนาดจิ๋วที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น) มานานถึง 8-12 สัปดาห์แล้ว! ดังนั้น เมื่อสิวบนหน้ายุบลง ไม่ได้แปลว่าใต้ผิวจะไม่มีสิวซ่อนอยู่ การหยุดรักษากะทันหัน จะทำให้ Microcomedone […]
หน้าหย่อนคล้อย แก้มห้อย (Facial Sagging) เกิดจากอะไร? ชวนเช็คระดับความรุนแรงของผิวหย่อนคล้อย | ลัลลลิตาคลินิก

เมื่ออายุเข้าสู่เลข 3 ปัญหาผิวที่สร้างความกังวลใจให้หลายๆ ท่านคงหนีไม่พ้น “ความหย่อนคล้อยของใบหน้า” (Facial Ptosis หรือ Sagging) ไม่ว่าจะเป็นร่องแก้มที่เริ่มลึกขึ้น กรอบหน้าที่ไม่คมชัดเหมือนเดิม หรือแก้มที่ดูห้อยย้อยลงมา หลายคนมักเข้าใจว่าความหย่อนคล้อยเกิดจาก “ผิวหนังชั้นนอกที่เหี่ยวย่น” เพียงอย่างเดียว แต่ในทางการแพทย์ผิวหนังและศัลยศาสตร์ตกแต่ง กระบวนการชราภาพของใบหน้า (Facial Aging) เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแบบ เกิดขึ้นลึกลงไปในทุกชั้นโครงสร้างของใบหน้าเลยค่ะ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพาทุกท่านมาเจาะลึกถึงสาเหตุที่แท้จริง และมาเช็กระดับความรุนแรงของความหย่อนคล้อย เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลรักษาอย่างตรงจุดค่ะ 4 สาเหตุหลักที่ทำให้ใบหน้าเกิดความหย่อนคล้อย 1. การยุบตัวของกระดูกโครงหน้า เมื่ออายุมากขึ้น มวลกระดูกทั่วร่างกายรวมถึงกระดูกโครงหน้าจะค่อยๆ ฝ่อและยุบตัวลง โดยเฉพาะบริเวณ กระดูกเบ้าตา กระดูกโหนกแก้ม และกระดูกขากรรไกร (ขอบหน้า) เปรียบเสมือน “เสาเข็มของบ้านที่ทรุดตัว” ทำให้เนื้อเยื่อและผิวหนังที่เคยเกาะอยู่บนกระดูก คล้อยตัวตกลงมาตามแรงโน้มถ่วง 2. ไขมันฝ่อตัวและเคลื่อนที่คล้อยลง บนใบหน้าของเราจะมีถุงไขมัน (Fat pads) กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ เมื่อเรายังเด็ก ไขมันเหล่านี้จะเต่งตึงและอยู่ถูกที่ถูกทาง แต่เมื่ออายุมากขึ้น ไขมันบางจุดจะ “ฝ่อตัวลง” (เช่น บริเวณขมับ […]
วิธีดูแลผิวหลังทำ Program EXION (Fractional RF และ Clear RF) เคล็ดลับฟื้นฟูผิวให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัย | ลัลลลิตาคลินิก

หลังจากการรับบริการฟื้นฟูผิวด้วย Program EXION (Fractional RF และ Clear RF) ขั้นตอนที่สำคัญและขาดไม่ได้เลยคือ “การดูแลผิวหลังทำ (Aftercare)” ค่ะ ในทางการแพทย์ผิวหนัง การใช้คลื่นวิทยุ (Radiofrequency) แบบ Fractional จะทำให้เกิดความร้อนใต้ผิวหนังเพื่อกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมตัวเอง (Wound Healing Cascade) และสร้างคอลลาเจนใหม่ ซึ่งในช่วงแรกผิวจะมีความบอบบางและต้องการการปกป้องเป็นพิเศษ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) ได้รวบรวมแนวทางการดูแลผิวหลังทำ Program EXION ตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ผลลัพธ์การฟื้นฟูผิวของคุณออกมาดี และลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียงค่ะ 🩺 อาการที่อาจเกิดขึ้นได้หลังทำ (What to Expect) หลังรับบริการ อาจมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็น “ปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติของผิว” ไม่ใช่อาการแพ้หรืออันตรายค่ะ: ช่วง 1-3 วันแรก: ผิวอาจมีอาการแดง รู้สึกอุ่นๆ บวมเล็กน้อย หรือไวต่อการสัมผัส (สามารถประคบเย็นเพื่อช่วยปลอบประโลมผิวได้) รอยสะเก็ด หรือรอยตารางเล็กๆ (Grid marks): อาจปรากฏขึ้นและอยู่ได้นานหลายวัน […]
ไขข้อข้องใจ Light Therapy: “แสงสีฟ้า” กับ “แสงสีแดง” ต่างกันอย่างไร? เลือกแบบไหนให้ตอบโจทย์ปัญหาผิว | ลัลลลิตาคลินิก

ในปัจจุบัน การดูแลผิวพรรณด้วยเทคโนโลยี การฉายแสงบำบัด (Light Therapy หรือ PDT) ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในวงการแพทย์ผิวหนัง เนื่องจากเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย ไม่ทำให้เกิดบาดแผล และสามารถดูแลครอบคลุมตั้งแต่ปัญหาสิวไปจนถึงการฟื้นฟูผิวหน้า (Facial Rejuvenation) โดยแสงแต่ละความยาวคลื่นจะให้ผลลัพธ์ต่อเซลล์ผิวหนังที่แตกต่างกัน วันนี้ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพาทุกท่านมาเจาะลึกความแตกต่างระหว่างแสงที่นิยมใช้มากที่สุด 2 ชนิด คือ แสงสีฟ้า (Blue Light) และ แสงสีแดง (Red Light) ว่าแต่ละชนิดมีกลไก ข้อดี และข้อควรระวังอย่างไรบ้างค่ะ 💙 แสงสีฟ้า (Blue Light Therapy) ความยาวคลื่น: ประมาณ 400 – 470 นาโนเมตร ความลึก: ระดับตื้น (ชั้นหนังกำพร้า) กลไกการทำงานทางวิทยาศาสตร์: เป้าหมายหลักของแสงสีฟ้าคือการดูแล “ปัญหาสิวอักเสบ (Acne Therapy)” ค่ะ แสงสีฟ้าจะเข้าไปทำปฏิกิริยากับสาร Porphyrins ที่อยู่ในเชื้อแบคทีเรียก่อสิว […]
ฉายแสงรักษาสิว (PDT) ทางเลือกจัดการสิวอักเสบและสิวดื้อยา | ลัลลลิตาคลินิก

ปัญหาสิวเรื้อรัง สิวอักเสบ หรือสิวดื้อยา เป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนความมั่นใจของใครหลายคน โดยเฉพาะเมื่อการรักษาสิวด้วยยาทาหรือยารับประทานแบบเดิมๆ เริ่มไม่ตอบสนอง หรือบางท่านอาจมีความกังวลถึงผลข้างเคียงจากการทานยาปฏิชีวนะติดต่อกันเป็นเวลานาน ในปัจจุบัน วงการแพทย์ผิวหนังมีนวัตกรรมที่เรียกว่า การฉายแสงรักษาสิว หรือ Photodynamic Therapy (PDT) ซึ่งเป็นทางเลือกที่ได้รับการยอมรับทางการแพทย์ว่ามีประสิทธิภาพในการดูแลสิวอักเสบ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพาทุกท่านมาทำความเข้าใจกลไกการทำงานของแสงรักษาสิว เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจดูแลผิวของคุณค่ะ กลไกการทำงานของ แสงรักษาสิว (PDT) อ้างอิงจากหลักวิทยาศาสตร์การแพทย์ การฉายแสงรักษาสิวมีกลไกหลัก 2 ประการ คือ การกำจัดเชื้อแบคทีเรียก่อสิว (C. acnes) และ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างของต่อมไขมัน ค่ะ ฆ่าเชื้อสิวด้วยแสง: แบคทีเรีย C. acnes ซึ่งเป็นต้นเหตุของสิวอักเสบ จะมีการผลิตสารที่เรียกว่า Porphyrins ซึ่งเป็นสารที่ไวต่อแสง เมื่อแพทย์ฉายแสงที่มีความยาวคลื่นเฉพาะ (เช่น แสงสีฟ้า ความยาวคลื่นประมาณ 400 นาโนเมตร) แสงจะเข้าไปกระตุ้นสารนี้ให้สร้างออกซิเจนและอนุมูลอิสระ ซึ่งจะเข้าไปทำลายเซลล์แบคทีเรียสิวโดยตรงค่ะ การใช้สารเสริมประสิทธิภาพ (5-ALA): ในกรณีที่สิวอักเสบรุนแรง หรือมีสารไวแสงตามธรรมชาติน้อย แพทย์อาจพิจารณาทาสาร […]
เตรียมตัวอย่างไร ก่อนตรวจภูมิแพ้ทางผิวหนังด้วยวิธีสะกิด (Skin Prick Test)? | ลัลลลิตาคลินิก

สำหรับผู้ที่มีอาการภูมิแพ้เรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นภูมิแพ้อากาศ ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หรือสงสัยว่าตนเองแพ้อาหาร การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Skin Prick Test (SPT) ถือเป็นวิธีมาตรฐานที่ช่วยค้นหาสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นตัวการก่อโรคได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำค่ะ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ปฏิกิริยาบนผิวหนังแสดงผลออกมาได้อย่างถูกต้องที่สุด ไม่เกิดผลลบปลอม จากฤทธิ์ยาที่ตกค้างในร่างกาย การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการทดสอบจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) ได้รวบรวมข้อปฏิบัติมาเป็นเช็กลิสต์ให้คุณเตรียมตัวได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยค่ะ เช็กลิสต์การเตรียมตัวก่อนตรวจ Skin Prick Test การเตรียมตัวที่ถูกต้องมีดังนี้ค่ะ: 1. งดยาแก้แพ้ (Antihistamines) ล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน นี่คือกฎเหล็กที่สำคัญที่สุดค่ะ! ยาแก้แพ้แบบรับประทานจะเข้าไปกดปฏิกิริยาการตอบสนองของผิวหนัง หากไม่งดยา ผิวหนังจะไม่เกิดรอยนูนแดงแม้ว่าคุณจะแพ้สารนั้นจริงๆ ก็ตาม ยาแก้แพ้กลุ่มง่วงและไม่ง่วง (เช่น Bilastine, Cetirizine, Loratadine, Fexofenadine, Chlorpheniramine): ควรงดอย่างน้อย 7 วันก่อนวันตรวจ หากมีอาการแพ้รุนแรงระหว่างช่วงที่งดยา แนะนำให้รีบติดต่อแพทย์เพื่อประเมินอาการค่ะ 2. งดทายากลุ่มสเตียรอยด์บริเวณที่จะทดสอบ ยาครีมหรือยาทาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ มีฤทธิ์ลดการอักเสบและกดภูมิคุ้มกันที่ผิวหนัง ซึ่งจะส่งผลต่อความแม่นยำของการทดสอบ ควรงดทายากลุ่มนี้บริเวณท้องแขนหรือแผ่นหลัง (ตำแหน่งที่ใช้ทดสอบ) […]
ลูกเป็นผื่น หาหมอไหนดี? ทำความรู้จัก “แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังเด็ก” ต่างจากหมอเด็กและหมอผิวหนังทั่วไปอย่างไร | ลัลลลิตาคลินิก

เมื่อลูกน้อยมีปัญหาผิวหนัง ไม่ว่าจะเป็นผื่นแดงเรื้อรัง ตุ่มน้ำ ปานแดง หรือผิวแห้งลอก คำถามยอดฮิตที่คุณพ่อคุณแม่มักจะสงสัยคือ “ควรพาลูกไปหาหมอเด็ก (กุมารแพทย์) หรือไปหาหมอผิวหนัง (ตจแพทย์) ดี?” แล้ว “หมอเฉพาะทางด้านผิวหนังเด็ก” มีอยู่มั๊ย ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผิวของเด็ก โดยเฉพาะทารกแรกเกิด ไม่ใช่แค่ “ผิวผู้ใหญ่ที่ย่อส่วนลงมา” นะคะ โครงสร้างเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ มีความบอบบางกว่า และมีอัตราส่วนพื้นที่ผิวต่อน้ำหนักตัวที่สูงกว่าผู้ใหญ่ ซึ่งส่งผลต่อการดูดซึมยาทาต่างๆ เข้าสู่ร่างกายโดยตรง ในทางการแพทย์จึงมีสาขาความเชี่ยวชาญพิเศษที่เรียกว่า “แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังเด็ก” (Pediatric Dermatologist) เพื่อตอบโจทย์ความละเอียดอ่อนนี้โดยเฉพาะค่ะ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพาคุณพ่อคุณแม่มาทำความรู้จักกับคุณหมอด้านนี้กันค่ะ ว่ากว่าจะมาเป็นแพทย์เฉพาะทางผิวหนังเด็กต้องผ่านการศึกษาอย่างไร และมีความแตกต่างจากสาขาอื่นอย่างไรบ้าง เส้นทางการศึกษา: กว่าจะเป็น “แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังเด็ก” ต้องใช้เวลากี่ปี? การจะเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังเด็กได้นั้น ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและระยะเวลาในการศึกษา รวมถึงการฝึกปฏิบัติงานทางคลินิกที่ยาวนานมากกว่า 10 ปีเลยทีเดียวค่ะ โดยมีเส้นทางมาตรฐานดังนี้: แพทยศาสตรบัณฑิต (หมอทั่วไป): ใช้เวลาเรียน 6 ปี แพทย์ประจำบ้าน […]
ปานแดงในเด็กแบบไหน อันตราย? สัญญาณเตือนที่ต้องรีบพามาพบกุมารแพทย์ผิวหนังเด็ก | ลัลลลิตาคลินิก

เมื่อลูกน้อยแรกเกิดหรือในช่วงสัปดาห์แรกๆ มีตุ่มแดงคล้ายผลสตรอว์เบอร์รีปรากฏขึ้นบนผิวหนัง คุณพ่อคุณแม่หลายท่านมักจะตกใจและกังวลใจอย่างมาก ในทางการแพทย์ผิวหนังเด็ก เราเรียกภาวะนี้ว่า “เนื้องอกหลอดเลือดในเด็ก” ค่ะ ข่าวดีคือ เนื้องอกหลอดเลือดส่วนใหญ่มักไม่มีอันตราย และสามารถ “ค่อยๆ ยุบตัวลงได้เอง” เมื่อเด็กโตขึ้น แต่ก็มีเนื้องอกหลอดเลือดบางกลุ่มที่อยู่ใน “ตำแหน่งอันตราย” หรือมี “ภาวะแทรกซ้อน” ที่คุณพ่อคุณแม่ห้ามใช้คำว่า “รอดูอาการ” หรือ “รอให้ยุบเอง” เด็ดขาดค่ะ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) มาสรุปเป็นสัญญาณเตือน (Red Flags) เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตลูกน้อยได้อย่างถูกต้องและทันท่วงทีค่ะ 5 สัญญาณเตือนของปานแดง (เนื้องอกหลอดเลือด) ที่ต้องรีบพบแพทย์ หากเนื้องอกหลอดเลือดของลูกน้อยมีลักษณะหรืออยู่ในตำแหน่งดังต่อไปนี้ ควรรีบพามาพบกุมารแพทย์และแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังโดยเร็วที่สุดค่ะ: 1. เนื้องอกหลอดเลือดอยู่บริเวณ “รอบดวงตา” นี่คือตำแหน่งที่ต้องระวังมากที่สุดค่ะ หากก้อนเนื้อโตขึ้นจนไปเบียดลูกตา หรือบดบังการมองเห็นแม้เพียงเล็กน้อย อาจทำให้เด็กเกิดภาวะสายตาเอียง หรือร้ายแรงถึงขั้นเป็น “โรคตาขี้เกียจ” และสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ หากพบที่เปลือกตาหรือหัวตา ต้องรีบประเมินการรักษาทันทีค่ะ 2. เนื้องอกหลอดเลือดบริเวณ “กราม คาง ลำคอ” ก้อนเนื้อที่กระจายตัวอยู่บริเวณคาง ขากรรไกร หรือลำคอ […]
คลินิกรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) ดูแลอย่างเข้าใจ| ลัลลลิตาคลินิก

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis หรือ AD) เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ อาการผิวแห้งสาก คันยุบยิบ และผื่นแดงที่กำเริบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพผิว แต่ยังบั่นทอนคุณภาพชีวิต การนอนหลับ และความมั่นใจในการเข้าสังคมอย่างมาก ในทางการแพทย์ผิวหนังปัจจุบัน แนวทางการดูแลโรคนี้ได้พัฒนาไปไกลกว่าแค่การทายาแก้คันแล้วค่ะ ที่ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) มีแพทย์เฉพาะทางด้านโรคผิวหนังเด็กและผิวหนังผู้ใหญ่ พญ.นิอร บุญเผื่อน ที่เชี่ยวชาญในด้านโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังโดยเฉพาะ มาให้การตรวจรักษาค่ะ โดยมีคุณหมอมีแนวทางการดูแลรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง จากประสบการณ์และการอัปเดตความรู้อย่างสม่ำเสมอ แนวทางการดูแลรักษาที่ ลัลลลิตาคลินิก จากประสบการณ์ของแพทย์เฉพาะทาง การดูแลโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังให้สงบในระยะยาว ต้องอาศัยความเข้าใจที่ถูกต้องและการดูแลอย่างเป็นระบบ พญ.นิอร บุญเผื่อน (ว.33606) แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังประจำลัลลลิตาคลินิก มีประสบการณ์ในการดูแลโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมากกว่า 15 ปี ทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง รวมถึงเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องโรคผิวหนังในงานประชุมวิชาการสำหรับแพทย์ นอกจากนี้คุณหมอได้ผ่านการอบรมมาตรฐานการรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง The GA²LEN ADCARE Allergy School on Atopic Dermatitis ซึ่งจัดโดยเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้และหอบหืดระดับโลก เพื่อนำแนวทางการรักษาที่ทันสมัยมาใช้ในการดูแลผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หัวใจสำคัญของการดูแลผิวที่ลัลลลิตาคลินิก ประกอบด้วย: คุณหมอมุ่งเน้นเรื่องการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง แม่นยำ คุณหมอให้เวลาในการพูดคุย […]
เป็น “โรคเริม” ซ้ำซากจนท้อ! เมื่อไหร่ที่ควรเริ่มทานยาแบบป้องกัน?| ลัลลลิตาคลินิก

โรคเริม (Herpes Simplex) เป็นโรคผิวหนังติดเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยมาก ทั้งบริเวณริมฝีปาก (เริมที่ปาก) และอวัยวะเพศ อาการเด่นชัดคือมีตุ่มน้ำใสขึ้นเป็นกลุ่ม มีอาการแสบร้อนหรือเจ็บปวด แม้ว่าตุ่มน้ำเหล่านี้จะสามารถแห้งและตกสะเก็ดหายไปได้เองในเวลา 1-2 สัปดาห์ แต่ความน่ากังวลของโรคเริมคือ “การกลับมาเป็นซ้ำ” ค่ะ หลายท่านอาจมีอาการเริมกำเริบปีละ 1-2 ครั้ง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่ร่างกายอ่อนแอลงชั่วคราว แต่สำหรับบางท่านที่โรคเริมกำเริบบ่อยมากจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ความมั่นใจ และหน้าที่การงาน ในทางการแพทย์ผิวหนังจะมีแนวทางการดูแลที่เรียกว่า “การทานยาต้านไวรัสแบบป้องกัน” (Suppressive Therapy) ค่ะ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) มีคำถามสำคัญว่าเมื่อไหร่ที่เราควรปรึกษาแพทย์เพื่อเริ่มทานยาแบบป้องกันกันค่ะ ทำไมโรคเริมถึงชอบกลับมาเป็นซ้ำ? ก่อนอื่นต้องเข้าใจธรรมชาติของเชื้อไวรัสเริม (HSV) ก่อนค่ะ เมื่อเราติดเชื้อครั้งแรกและอาการที่ผิวหนังหายไปแล้ว เชื้อไวรัสจะไม่ได้หายไปจากร่างกาย แต่จะเดินทางไป “หลบซ่อนตัวอยู่ในปมประสาท” อย่างสงบ เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายมีปัจจัยมากระตุ้น เช่น พักผ่อนน้อย เครียดสะสม ช่วงมีประจำเดือน หรือตากแดดจัด ภูมิคุ้มกันที่ลดลงชั่วคราวจะทำให้ไวรัสที่ซ่อนอยู่ตื่นตัวและกลับมาก่อให้เกิดตุ่มน้ำใสที่ผิวหนังซ้ำอีกครั้งค่ะ เมื่อไหร่ที่ควรพิจารณาทานยาแบบป้องกัน? การทานยาแบบป้องกัน คือการทานยาต้านไวรัสในขนาดต่ำๆ ติดต่อกันเป็นประจำทุกวัน (มักใช้เวลา 6-12 เดือนตามแพทย์ประเมิน) เพื่อกดไม่ให้ไวรัสแบ่งตัวและแสดงอาการ […]