หลายท่านคงเคยประสบปัญหาเมื่อเกิดบาดแผล ไม่ว่าจะเป็นแผลผ่าตัด แผลเจาะหู หรือแม้กระทั่งแผลจากสิวอักเสบ แต่แทนที่แผลจะสมานตัวและเรียบเนียนไปกับผิว กลับกลายเป็น “ก้อนเนื้อนูน แข็ง สีแดงหรือคล้ำ” และมักจะมีอาการคันหรือเจ็บจี๊ดๆ ร่วมด้วย ในทางการแพทย์ผิวหนัง เราเรียกภาวะนี้ว่า “แผลเป็นคีลอยด์ (Keloid)” ค่ะ
แผลเป็นคีลอยด์ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจ แต่ยังสร้างความรำคาญใจในการใช้ชีวิตประจำวัน วันนี้ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพามาเจาะลึกข้อมูลว่าคีลอยด์เกิดจากกลไกใด และใครบ้างที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อเกิดบาดแผลค่ะ
คีลอยด์ (Keloid) เกิดจากอะไร?
ในกระบวนการหายของแผลตามธรรมชาติ (Wound Healing Process) ร่างกายจะส่งเซลล์ที่ชื่อว่า ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblasts) มาสร้าง “คอลลาเจน” เพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ฉีกขาด
แต่อ้างอิงจากหลักพยาธิวิทยา ในผู้ที่เป็นคีลอยด์ ร่างกายจะเกิดการตอบสนองที่ “มากเกินความพอดี “ เซลล์ไฟโบรบลาสต์จะสร้างเส้นใยคอลลาเจนชนิดที่ 1 และ 3 ออกมาอย่างต่อเนื่องไม่ยอมหยุด แม้ว่าแผลจะปิดสนิทไปแล้วก็ตาม ส่งผลให้เนื้อเยื่อก่อตัวหนานูนขึ้น และจุดสังเกตสำคัญที่ทำให้คีลอยด์ต่างจากแผลเป็นนูนทั่วไป (Hypertrophic Scar) คือ “คีลอยด์จะขยายขนาดและลุกลามออกนอกขอบเขตของบาดแผลเดิม” ค่ะ
ใครบ้างคือ “กลุ่มเสี่ยง” ที่มักจะเกิดคีลอยด์?
อ้างอิงจากสถิติและงานวิจัยทางคลินิก ปัจจัยที่ทำให้เกิดคีลอยด์มีดังนี้ค่ะ:
- ปัจจัยทางพันธุกรรม: หากคุณมีคนในครอบครัวสายตรง (พ่อ แม่ พี่น้อง) ที่มีประวัติเป็นแผลเป็นคีลอยด์ คุณจะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปที่จะเป็นคีลอยด์เมื่อเกิดบาดแผลค่ะ
- สีผิว: งานวิจัยพบว่า ผู้ที่มีสีผิวเข้ม (Darker skin phototypes) มีโอกาสเกิดคีลอยด์ได้มากกว่าผู้ที่มีผิวขาวถึง 15-20 เท่า
- อายุ: มักพบได้บ่อยในช่วงอายุ 10 – 30 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายมีกระบวนการสร้างคอลลาเจนและการซ่อมแซมเซลล์ที่ทำงานอย่างรวดเร็ว
- ตำแหน่งบนร่างกาย: ผิวหนังบางบริเวณมีความตึงเครียด (Skin tension) สูง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดคีลอยด์ได้ง่ายแม้มันจะเป็นแค่แผลเล็กๆ เช่น:
- ติ่งหู / ใบหู (มักเกิดจากการเจาะหู)
- หน้าอก / เนินอก (มักเกิดจากสิวอักเสบ)
- หัวไหล่ / ต้นแขน (มักเกิดจากการฉีดวัคซีน)
- บริเวณแผ่นหลังส่วนบน และแนวกราม (มักเกิดจากสิวอักเสบ)
- ภาวะการอักเสบที่ยาวนาน: แผลที่ติดเชื้อ แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก หรือสิวอักเสบเรื้อรังที่ปล่อยไว้นานโดยไม่ได้รับการรักษา จะกระตุ้นให้เกิดแผลเป็นคีลอยด์ได้ง่ายขึ้น
แนวทางการดูแลรักษาคีลอยด์
คีลอยด์เป็นรอยโรคที่ต้องอาศัยความต่อเนื่องในการรักษา ในปัจจุบันมีหลายวิธีทางการแพทย์ที่ช่วยให้ก้อนคีลอยด์ยุบตัวและเรียบเนียนขึ้นได้ เช่น การใช้ แผ่นแปะแผลซิลิโคน ยาทากลุ่มซิลิโคนเจล การฉีดยาลดการอักเสบเฉพาะที่ (Intralesional corticosteroids) การใช้ความเย็น (Cryotherapy) หรือการใช้เลเซอร์เพื่อลดความแดงและปรับสภาพผิว
ดูแลปัญหารอยแผลเป็นอย่างปลอดภัย ที่ ลัลลลิตาคลินิก
การรักษารอยแผลเป็นนูนคีลอยด์ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ควรเริ่มต้นจากการวินิจฉัยแยกโรคที่ถูกต้องและการเลือกวิธีที่เหมาะสมกับลักษณะแผลค่ะ ทุกการรับบริการที่ลัลลลิตาคลินิก จะได้รับการดูแลและให้คำแนะนำโดย พญ.นิอร บุญเผื่อน (ว.33606) แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง คุณหมอจะตรวจประเมินความแข็ง ความหนา และตำแหน่งของแผลเป็นอย่างละเอียด เพื่อวางแผนการรักษาที่ปลอดภัย ช่วยลดยานูน ลดอาการคัน และคืนความมั่นใจให้กับผิวของคุณค่ะ
- ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับลักษณะทางคลินิกของผิวพรรณเท่านั้น
- แผลเป็นคีลอยด์มีโอกาสเกิดการกลับมาเป็นซ้ำได้ (Recurrence) การรักษาเป็นการควบคุมอาการและลดขนาดของรอยโรค
- ผลจากการเข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นผลที่เกิดขึ้นสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย และผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
💬 ปรึกษาปัญหาแผลเป็นนูน คีลอยด์ หรือนัดหมายแพทย์เฉพาะทาง ได้ที่:
🏥 ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic)
📞 Tel:086-353-4562
📱 Line OA: @lullalitaclinic
🌐 Website: www.lullalitaskin.com


