ลัลลลิตาคลินิก ผิวหนัง ความงาม โรคเด็กและวัคซีน

ทาสกินแคร์แพงๆ แต่ผิวไม่ดีขึ้น? ไขความลับการทาครีม VS การใช้เครื่องผลักยา (Program Viora Infusion) ต่างกันอย่างไร | ลัลลลิตาคลินิก

Viora Infusion

หลายท่านคงเคยประสบปัญหาลงทุนซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิว (Skincare) ที่มีส่วนผสมระดับพรีเมียม แต่ทาไปแล้วกลับรู้สึกว่า “ครีมไม่ซึมเข้าผิว” หรือ “ผิวไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง” เท่าที่ควร สาเหตุหลักมาจากโครงสร้างผิวหนังของเราที่มีกลไกป้องกันตัวเองที่เรียกว่า “เกราะป้องกันผิวชั้นนอกสุด (Stratum Corneum)” ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอม รวมถึงสารบำรุงโมเลกุลใหญ่ ซึมผ่านลงไปสู่ผิวชั้นลึกได้ง่ายๆ ค่ะ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพามาทำความเข้าใจว่า การทาครีมด้วยวิธีปกติ  ต่างจากการนำส่งวิตามินด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ อย่าง “เครื่องผลักยา Viora Infusion” อย่างไร เพื่อให้คุณเลือกวิธีดูแลผิวได้อย่างคุ้มค่าที่สุดค่ะ ข้อจำกัดของการ “ทาครีมบำรุงตามปกติ” (Topical Application) การทาครีม โลชั่น หรือเซรั่มด้วยมือ เป็นขั้นตอนพื้นฐานที่จำเป็นในการดูแลผิวค่ะ แต่ในทางวิทยาศาสตร์ สารออกฤทธิ์ (Active Ingredients) ส่วนใหญ่จะเคลือบอยู่เพียง “ผิวชั้นหนังกำพร้าด้านบน” เท่านั้น มีเพียงสารที่มีโมเลกุลขนาดเล็กมากๆ เท่านั้นที่จะซึมผ่านลงไปได้ การทาครีมจึงเหมาะสำหรับการให้ความชุ่มชื้นและปกป้องผิวชั้นนอกเป็นหลัก แต่อาจไม่ตอบโจทย์หากต้องการฟื้นฟูผิวจากปัญหาที่อยู่ในผิวชั้นลึก เช่น รอยฝ้า จุดด่างดำฝังลึก หรือผิวขาดน้ำอย่างรุนแรง การใช้ “เครื่องผลักยา” (Viora Infusion) […]

ไขข้อข้องใจเป็น “ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง” จำเป็นต้องเทสต์หาภูมิแพ้ทุกเคสหรือไม่? | ลัลลลิตาคลินิก

ภูมิแพ้

เมื่อมีอาการผิวแห้ง แดง คันเรื้อรัง หรือได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น “โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis)” คำถามแรกที่คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ป่วยมักจะถามแพทย์คือ “คุณหมอคะ สามารถเจาะเลือด หรือทำเทสต์ภูมิแพ้ (Skin Prick Test) ได้ไหม จะได้รู้ว่าแพ้อะไรและงดถูก?” หลายท่านเข้าใจว่าผื่นที่เกิดขึ้น ต้องมีสาเหตุมาจากการแพ้อาหารหรือสารบางอย่างเสมอ แต่ในความจริงแล้ว อ้างอิงจากแนวทางการรักษาของสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย (DST) และข้อมูลจากฐานข้อมูลงานวิจัย  “การทดสอบภูมิแพ้ ไม่ได้มีความจำเป็นสำหรับผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังทุกรายค่ะ” ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพามาทำความเข้าใจกลไกของโรค ว่าทำไมแพทย์จึงไม่แนะนำให้ตรวจภูมิแพ้แบบเหวี่ยงแห และเคสแบบไหนที่ควรได้รับการทดสอบค่ะ สาเหตุหลักของผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ไม่ใช่การแพ้อาหารเสมอไป กลไกหลักของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง เกิดจาก “เกราะป้องกันผิวที่อ่อนแอทางพันธุกรรม (Skin Barrier Dysfunction)” ทำให้ผิวหนังไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ ผิวจึงแห้ง แตก และเกิดการอักเสบได้ง่ายเมื่อเจอสิ่งเร้าทั่วไป เช่น เหงื่อ อากาศเปลี่ยนแปลง หรือสบู่ที่รุนแรง ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ ไม่ได้เกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้แบบเฉียบพลัน (IgE-mediated) ที่มักตรวจพบจากการทำ Skin Prick Test เสมอไปค่ะ ทำไมแพทย์จึง […]

ผมร่วง ผมบางจากพันธุกรรม รักษาก่อนสาย ฟื้นฟูรากผมให้แข็งแรงก่อนถึงขั้นต้อง “ปลูกผม” | ลัลลลิตาคลินิก

ผมร่วง-ผมบางพันธุกรรม

ปัญหา “ผมร่วง ผมบาง” ไม่ว่าจะเป็นรอยแสกผมที่เริ่มกว้างขึ้นในผู้หญิง หรือแนวไรผมที่ร่นขึ้นไปเป็นง่ามตัวเอ็ม (M-shape) ในผู้ชาย มักเป็นสัญญาณเตือนของโรค “ผมร่วงจากพันธุกรรมและฮอร์โมน (Androgenetic Alopecia – AGA)” ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะผมบางที่พบได้บ่อยที่สุดค่ะ เมื่อเผชิญกับปัญหานี้ หลายท่านอาจรู้สึกกังวลและมองข้ามการรักษาในระยะเริ่มต้น เพราะคิดว่ารอให้ผมร่วงมากๆ แล้วค่อยไป “ผ่าตัดปลูกผม” ทีเดียวเลยดีกว่า แต่ในทางการแพทย์ แนวทางของสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย (DST) การรอจนศีรษะล้านแล้วค่อยรักษานั้น อาจเป็นความเข้าใจที่ทำให้คุณเสียโอกาสในการฟื้นฟูเส้นผมธรรมชาติของตัวเองไปอย่างน่าเสียดายค่ะ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพามาเจาะลึกว่า ทำไมเราจึงควร “รักษาก่อนสาย” และการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยให้ไม่ต้องปลูกผมได้อย่างไรค่ะ ทำไมถึงต้องรีบรักษา “ก่อนที่รากผมจะฝ่อถาวร”? กลไกของโรคผมร่วงจากพันธุกรรม เกิดจากฮอร์โมน (DHT) เข้าไปทำปฏิกิริยากับรากผม ทำให้วงจรชีวิตของเส้นผมสั้นลง เส้นผมที่เคยหนาดกดำจะค่อยๆ มีขนาดเล็กลง บางลง และสีอ่อนลง (Miniaturization) จนกลายเป็นเพียง “เส้นขนอ่อนๆ” หากเราปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา เส้นขนอ่อนเหล่านี้จะร่วงหลุดไป และรากผมจะ “ฝ่อตัวอย่างถาวร” จนกลายเป็นพังผืด (Scarring) ซึ่งเมื่อถึงจุดนี้แล้ว จะไม่มีรูขุมขนเหลือให้เส้นผมงอกขึ้นมาได้อีกเลย […]

ฉีดสารลดเลือนริ้วรอยแล้วไม่ตึงเหมือนเดิม? เจาะลึกสาเหตุ “ภาวะดื้อโบ” (Botulinum Toxin Resistance) และวิธีป้องกัน | ลัลลลิตาคลินิก

ที่ลัลลลิตาคลินิกไม่ดื้อโบ

สำหรับผู้ที่ดูแลผิวพรรณเป็นประจำ “สารลดเลือนริ้วรอย” หรือ โบทูลินัม ท็อกซิน (Botulinum Toxin) ถือเป็นตัวช่วยสำคัญในการคลายกล้ามเนื้อ ลดรอยย่น และปรับรูปหน้า แต่หลายท่านอาจเคยประสบปัญหา หรือได้ยินคำเตือนที่ว่า “ระวังฉีดบ่อยๆ แล้วจะดื้อยานะ” ซึ่งภาวะนี้ทำให้การฉีดครั้งต่อๆ ไปเห็นผลน้อยลง ระยะเวลาอยู่ได้สั้นลง หรือร้ายแรงที่สุดคือฉีดแล้วไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเลย (Secondary non-responder) อ้างอิงจากฐานข้อมูลงานวิจัยทางการแพทย์ ภาวะดื้อโบทูลินัม ท็อกซิน ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพามาทำความเข้าใจกลไกของร่างกาย ว่าสาเหตุที่แท้จริงของการดื้อยาเกิดจากอะไร เพื่อให้คุณดูแลผิวได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืนค่ะ ภาวะดื้อโบทูลินัม ท็อกซิน (Botulinum Toxin Resistance) คืออะไร? โดยธรรมชาติแล้ว โบทูลินัม ท็อกซิน เป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง เมื่อเราฉีดเข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันของเราอาจมองว่าโปรตีนเหล่านี้เป็น “สิ่งแปลกปลอม (Antigen)” และพยายามสร้าง “ภูมิต้านทาน (Neutralizing Antibodies หรือ NAbs)” ขึ้นมาทำลาย เมื่อร่างกายสร้างภูมิต้านทานนี้สำเร็จ ในการฉีดครั้งถัดๆ ไป ภูมิคุ้มกันจะตรงเข้าไปจับกับตัวยาและทำลายยาทิ้งก่อนที่ยาจะทันได้ออกฤทธิ์ที่กล้ามเนื้อ […]

แผลเป็น “คีลอยด์” เกิดจากอะไร? เช็คเลยใครคือกลุ่มเสี่ยงและวิธีรับมืออย่างถูกต้อง | ลัลลลิตาคลินิก

Keloid

หลายท่านคงเคยประสบปัญหาเมื่อเกิดบาดแผล ไม่ว่าจะเป็นแผลผ่าตัด แผลเจาะหู หรือแม้กระทั่งแผลจากสิวอักเสบ แต่แทนที่แผลจะสมานตัวและเรียบเนียนไปกับผิว กลับกลายเป็น “ก้อนเนื้อนูน แข็ง สีแดงหรือคล้ำ” และมักจะมีอาการคันหรือเจ็บจี๊ดๆ ร่วมด้วย ในทางการแพทย์ผิวหนัง เราเรียกภาวะนี้ว่า “แผลเป็นคีลอยด์ (Keloid)” ค่ะ แผลเป็นคีลอยด์ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจ แต่ยังสร้างความรำคาญใจในการใช้ชีวิตประจำวัน วันนี้ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพามาเจาะลึกข้อมูลว่าคีลอยด์เกิดจากกลไกใด และใครบ้างที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อเกิดบาดแผลค่ะ คีลอยด์ (Keloid) เกิดจากอะไร? ในกระบวนการหายของแผลตามธรรมชาติ (Wound Healing Process) ร่างกายจะส่งเซลล์ที่ชื่อว่า ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblasts) มาสร้าง “คอลลาเจน” เพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ฉีกขาด แต่อ้างอิงจากหลักพยาธิวิทยา ในผู้ที่เป็นคีลอยด์ ร่างกายจะเกิดการตอบสนองที่ “มากเกินความพอดี “ เซลล์ไฟโบรบลาสต์จะสร้างเส้นใยคอลลาเจนชนิดที่ 1 และ 3 ออกมาอย่างต่อเนื่องไม่ยอมหยุด แม้ว่าแผลจะปิดสนิทไปแล้วก็ตาม ส่งผลให้เนื้อเยื่อก่อตัวหนานูนขึ้น และจุดสังเกตสำคัญที่ทำให้คีลอยด์ต่างจากแผลเป็นนูนทั่วไป (Hypertrophic Scar) คือ “คีลอยด์จะขยายขนาดและลุกลามออกนอกขอบเขตของบาดแผลเดิม” […]

ใครเหมาะกับ “เปปไทด์ลดน้ำหนัก” และใครเหมาะกับ “เครื่องลดสัดส่วนเฉพาะที่”? เจาะลึกเทคโนโลยีปั้นหุ่น | ลัลลลิตาคลินิก

ดูแลรูปร่าง

เมื่อพูดถึงการดูแลรูปร่างในคลินิกความงาม ปัจจุบันมีนวัตกรรมมากมายที่ช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายได้ง่ายขึ้น แต่คำถามที่พบได้บ่อยที่สุดคือ “คุณหมอคะ ควรใช้เปปไทด์ลดน้ำหนัก หรือทำเครื่องลดสัดส่วนดีคะ?” เพื่อให้การดูแลรูปร่างตรงจุดและคุ้มค่าที่สุด เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “การลดน้ำหนัก (Weight Loss)” และ “การลดไขมันเฉพาะสัดส่วน (Fat Reduction / Body Contouring)” มีกลไกทางวิทยาศาสตร์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพามาหาคำตอบว่าร่างกายแบบไหน เหมาะกับเทคโนโลยีใดค่ะ 1. เปปไทด์ลดน้ำหนัก (Weight Loss Peptides / GLP-1 Analogue) กลไกการทำงาน: เปปไทด์ลดน้ำหนัก (เช่น กลุ่ม GLP-1 receptor agonists) ออกฤทธิ์เลียนแบบฮอร์โมนตามธรรมชาติในลำไส้ มีหน้าที่ส่งสัญญาณไปที่สมองเพื่อลดความอยากอาหาร และทำให้กระเพาะอาหารบีบตัวช้าลง (Delayed gastric emptying) ส่งผลให้อิ่มไว อิ่มนานขึ้น และทานอาหารได้น้อยลง ซึ่งจะนำไปสู่การ “ลดน้ำหนักรวมของทั้งร่างกาย (Systemic Weight Loss)” ค่ะ ใครที่เหมาะกับวิธีนี้? […]

เป็นหูด เลเซอร์ออกเลยดีไหม? ทำไมหมอผิวหนังจึงมักแนะนำให้ “พ่นความเย็น” มากกว่าเลเซอร์ | ลัลลลิตาคลินิก

หูด ตาปลา

เมื่อมีตุ่ม “หูด (Viral Wart)” ปรากฏขึ้นบนผิวหนัง หลายท่านมักนึกถึงเทคโนโลยี “เลเซอร์” เป็นอันดับแรก เพราะเชื่อว่าเลเซอร์คือวิธีที่ทันสมัยและจัดการปัญหาผิวได้ทุกอย่าง แต่คุณทราบหรือไม่คะว่า ในทางการแพทย์ผิวหนัง สำหรับโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอย่างโรคหูดนั้น เลเซอร์อาจไม่ใช่ทางเลือกแรกที่แพทย์แนะนำเสมอไป อ้างอิงจากฐานข้อมูลงานวิจัยและแนวทางการรักษามาตรฐานสากล (Cochrane Reviews และ PubMed) ทางเลือกหลักในการรักษาหูด (First-line treatment) ที่แพทย์ทั่วโลกนิยมใช้คือ การจี้ด้วยความเย็น (Cryotherapy / Liquid Nitrogen) ค่ะ วันนี้ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพามาเจาะลึกเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ว่าทำไมการใช้ความเย็นจัดถึงได้เปรียบ และตอบโจทย์การรักษาโรคหูดได้ดีกว่าการใช้เลเซอร์ในหลายๆ กรณีค่ะ 4 เหตุผลทางการแพทย์ ทำไม “ความเย็น” ถึงเหมาะกับโรคหูด 1. ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันต้านไวรัส (Cryo-immunity) โรคหูดเกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV กลไกของการพ่นความเย็นด้วยไนโตรเจนเหลว (อุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส) ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ “ทำลาย” ก้อนหูดโดยตรงเท่านั้น แต่ความเย็นจัดจะทำให้เซลล์ที่ติดเชื้อเกิดการอักเสบเฉพาะที่ ซึ่งกระบวนการนี้เปรียบเสมือนการ […]

จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกแพ้นมวัว? สังเกต 3 สัญญาณเตือนอาการแพ้โปรตีนนมวัว | ลัลลลิตาคลินิก

ลูกแพ้นมวัว

เมื่อลูกน้อยมีอาการงอแง ร้องกวน ผิวมีผื่นแดง หรือขับถ่ายผิดปกติหลังจากทานนมวัว คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจเริ่มสงสัยว่า “ลูกของเรากำลังแพ้นมวัวอยู่หรือเปล่า?” ในทางการแพทย์ ภาวะนี้เรียกว่า การแพ้โปรตีนนมวัว (Cow’s Milk Protein Allergy หรือ CMPA) ซึ่งเป็นภาวะภูมิแพ้อาหารที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็กทารกและเด็กเล็กค่ะ  ภาวะนี้เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของเด็กทำงานผิดปกติ โดยมองว่า “โปรตีนในนมวัว” เป็นสิ่งแปลกปลอม จึงสร้างปฏิกิริยาต่อต้านและแสดงอาการแพ้ออกมา ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพาคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจและเช็คสัญญาณเตือน เพื่อให้สามารถรับมือและพาลูกน้อยเข้าสู่กระบวนการประเมินได้อย่างทันท่วงทีค่ะ 3 ระบบร่างกายที่มักแสดงอาการ “แพ้นมวัว” อาการแพ้นมวัวอาจเกิดขึ้นได้ทันทีหลังทานนม (ภายในไม่กี่นาทีถึง 2 ชั่วโมง) หรือแบบค่อยเป็นค่อยไป (หลายชั่วโมงจนถึงหลายวัน) โดยมักจะแสดงอาการผ่าน 3 ระบบหลัก ดังนี้ค่ะ: 1. อาการทางระบบผิวหนัง – สัญญาณเตือนที่พบบ่อยที่สุด ผิวหนังมักเป็นอวัยวะแรกที่แสดงปฏิกิริยาต่อต้านค่ะ หากลูกน้อยแพ้นมวัว คุณแม่อาจสังเกตพบ: ผื่นลมพิษ (Urticaria): อาการมักเกิดทันทีหลังทานนมภายในไม่กี่นาทีถึง 2 ชั่วโมง เป็นผื่นนูนแดง คันมาก อาการบวม (Angioedema): […]

อายุ 30 ปีขึ้นไป ควรฉีด “โบทูลินัม ท็อกซิน” ลดกรามหรือไม่? ไขข้อสงสัยปรับรูปหน้าอย่างไรไม่ให้แก้มห้อย | ลัลลลิตาคลินิก

อายุ-30-ลดกราม

การปรับรูปหน้าให้ดูเรียวเล็กแบบ V-Shape ด้วยการฉีด สารลดการทำงานของกล้ามเนื้อ (Botulinum Toxin) บริเวณกราม (Masseter Reduction) เป็นหนึ่งในหัตถการยอดนิยม หลายๆคนคิดเพียงแต่ว่าฉีดลดขนาดกรามหน้าจะเล็ก แต่“เมื่ออายุเข้าสู่วัย 30 ปีขึ้นไป การฉีดลดกรามยังเป็นวิธีที่เหมาะสมอยู่หรือไม่?” อ้างอิงจากงานวิจัยด้านกายวิภาคศาสตร์และผิวหนังคำตอบของคำถามนี้คือ “ขึ้นอยู่กับการประเมินโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคล” ค่ะ วันนี้ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพามาเจาะลึกกลไกความเปลี่ยนแปลงของใบหน้าในวัย 30+ ว่าทำไมการปรับรูปหน้าถึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษค่ะ เกิดอะไรขึ้นกับโครงสร้างใบหน้า เมื่ออายุ 30+? เมื่อเราอายุมากขึ้น โครงสร้างใบหน้าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ (Facial Aging) ได้แก่: มวลกระดูกยุบตัว: กระดูกขากรรไกรและแนวกรามเริ่มฝ่อลง ความหย่อนคล้อยของผิวและเส้นเอ็น: คอลลาเจนและอีลาสตินลดลง ทำให้ผิวขาดความยืดหยุ่น ไขมันย้ายที่: ถุงไขมันบริเวณแก้มเริ่มคล้อยตกลงมาตามแรงโน้มถ่วง ทำไมฉีดลดกรามในวัย 30+ ถึงเสี่ยง “แก้มห้อย”? กล้ามเนื้อกราม (Masseter Muscle) ไม่ได้ทำหน้าที่แค่เคี้ยวอาหารเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เสมือน “โครงสร้างค้ำยัน” ที่ช่วยพยุงผิวหนังและไขมันบริเวณแก้มส่วนล่างเอาไว้ ในวัย 20 ที่ผิวยังเต่งตึง การฉีดลดขนาดกล้ามเนื้อกรามจะทำให้หน้าดูเรียวขึ้นอย่างชัดเจน […]

โปรแกรม EXION กระตุ้นให้ผิวสร้าง “ไฮยาลูรอนธรรมชาติ” ได้อย่างไร? ฟื้นฟูผิวอิ่มฟูโดยไม่ต้องพึ่งเข็ม | ลัลลลิตาคลินิก

Exion

เมื่อพูดถึงการเติมความชุ่มชื้นให้ผิวและลดเลือนริ้วรอย “กรดไฮยาลูรอนิก (Hyaluronic Acid หรือ HA)” คือส่วนประกอบสำคัญในชั้นผิวหนังที่ทำหน้าที่เสมือนฟองน้ำคอยกักเก็บน้ำ แต่เมื่อเราอายุมากขึ้น ร่างกายจะผลิต HA ได้น้อยลง ทำให้ผิวดูแห้งกร้าน ขาดความยืดหยุ่น และเกิดริ้วรอย ในอดีต การเพิ่ม HA ให้ผิวอย่างล้ำลึกมักต้องอาศัยการฉีดสารเติมเต็ม แต่ในปัจจุบัน นวัตกรรมทางการแพทย์ได้พัฒนาไปอีกขั้น ด้วยการคิดค้น โปรแกรม EXION ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สามารถกระตุ้นให้ร่างกายของเรา “สร้างไฮยาลูรอนขึ้นมาได้เองตามธรรมชาติ” วันนี้ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพามาเจาะลึกกลไกทางวิทยาศาสตร์เบื้องหลังโปรแกรม EXION อว่านวัตกรรมนี้ทำงานอย่างไรผิวถึงกลับมามีคุณภาพผิวที่ดีขึ้นได้ กลไกการทำงานของ โปรแกรม EXION: การผสาน 2 พลังงานเพื่อกระตุ้นเซลล์ผิว ความลับของโปรแกรม EXION อยู่ที่การปล่อย 2 พลังงานลงสู่ชั้นผิวพร้อมๆ กันในหัวเดียว (Simultaneous Emission) ได้แก่ พลังงานคลื่นวิทยุ (Monopolar RF) และ คลื่นเสียง (Targeted Ultrasound) ซึ่งการทำงานร่วมกันนี้จะสร้างปฏิกิริยาที่เรียกว่า […]

โปรแกรมฉีดสารลดเลือนริ้วรอย (Botulinum Toxin) ควรฉีดบ่อยแค่ไหน? ไขข้อสงสัยระยะเวลาที่ปลอดภัย ป้องกันภาวะดื้อยา | ลัลลลิตาคลินิก

Botox safety peroid

เมื่อพูดถึงตัวช่วยในการลดเลือนริ้วรอยและปรับรูปหน้า “โบทูลินัม ท็อกซิน (Botulinum Toxin)” หรือที่หลายคนคุ้นเคยกันในชื่อสั้นๆ ว่าการฉีดโบ ถือเป็นหัตถการยอดนิยมอันดับต้นๆ เพราะช่วยคลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง ทำให้ริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า (เช่น รอยขมวดคิ้ว รอยตีนกา) ดูจางลง และช่วยปรับกรอบหน้าให้ดูเรียวขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ หลายคนพอเห็นริ้วรอยเริ่มกลับมานิดหน่อย ก็อยากจะพุ่งตัวไปคลินิกเพื่อเติมทันที! วันนี้ ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) จะพามาเจาะลึกข้อมูลจากฐานข้อมูลงานวิจัยทางการแพทย์เพื่อไขข้อสงสัยว่าระยะเวลาการฉีดซ้ำที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดควรเป็นอย่างไรค่ะ โบทูลินัม ท็อกซิน ออกฤทธิ์ได้นานแค่ไหน? ตามหลักสรีรวิทยาและงานวิจัยทางคลินิก โบทูลินัม ท็อกซิน ไม่ได้ให้ผลลัพธ์แบบถาวรค่ะ โดยทั่วไปหลังจากฉีด ยาจะเริ่มออกฤทธิ์ให้เห็นผลภายใน 3-7 วัน และเห็นผลลัพธ์เต็มที่ประมาณ 2 สัปดาห์ ระยะเวลาที่ยาออกฤทธิ์คงอยู่จะเฉลี่ยอยู่ที่ 3 –6 เดือน (ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ ปริมาณยาที่ใช้ ขนาดของกล้ามเนื้อ และระบบการเผาผลาญของแต่ละบุคคล) หลังจากนั้นกล้ามเนื้อจะค่อยๆ ฟื้นตัวและกลับมาขยับได้ตามปกติ ริ้วรอยจึงค่อยๆ กลับมาปรากฏให้เห็นอีกครั้งค่ะ ควรฉีดซ้ำทุกๆ เท่าไหร่ จึงจะปลอดภัยและสวยคงที่? ทางการแพทย์ผิวหนังแนะนำให้ทำการฉีดซ้ำเมื่อยาเดิมเริ่มหมดฤทธิ์และกล้ามเนื้อเริ่มกลับมาขยับได้มากแล้ว โดย ระยะเวลาที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดคือ ทุกๆ […]

แนวทางการดูแลผิวหย่อนคล้อยของใบหน้าตาม 4 ระดับความรุนแรง ลัลลลิตาคลินิก

Aging face

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ปัญหาความหย่อนคล้อยของใบหน้า คือสัญญาณแห่งวัยที่หลีกเลี่ยงได้ยาก การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ชั้นผิวภายนอก แต่เกิดลึกถึงโครงสร้างภายใน ทั้งการลดลงของคอลลาเจน อีลาสติน การฝ่อตัวของไขมัน และความแข็งแรงของเส้นเอ็นยึดผิว (Retaining Ligaments) ที่ลดลง ทางการแพทย์ผิวหนังมีการแบ่งระดับความหย่อนคล้อย เพื่อวางแผนการดูแลอย่างเหมาะสม วันนี้ ลัลลลิตาคลินิก โดย พญ.นิอร บุญเผื่อน แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง (ว.33606) จะมาให้ความรู้เกี่ยวกับแนวทางการฟื้นฟูผิวที่เหมาะสมสำหรับปัญหาความหย่อนคล้อยของใบหน้าในแต่ละระดับค่ะ ก่อนจะไปดูแนวทางการดูแล เรามาทำความรู้จักกับ 4 ระดับของความหย่อนคล้อยกันก่อนค่ะ ระดับที่ 1: ความหย่อนคล้อยระยะเริ่มต้น (Mild Ptosis) ลักษณะ: สังเกตเห็นร่องแก้มจางๆ (Laugh lines) กรอบหน้าเริ่มไม่คมชัด มักพบในกลุ่มอายุ 25-35 ปี ระดับที่ 2: ความหย่อนคล้อยระดับปานกลาง (Moderate Ptosis) ลักษณะ: ร่องแก้มเห็นชัดขึ้น เริ่มมีร่องน้ำหมาก (Marionette lines) ที่มุมปาก เนื้อแก้มเริ่มหย่อนลงมาบังกรอบหน้าบางส่วน มักพบในกลุ่มอายุ 35-45 ปี ระดับที่ […]