โรคเริม (Herpes Simplex) เป็นโรคผิวหนังติดเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยมาก ทั้งบริเวณริมฝีปาก (เริมที่ปาก) และอวัยวะเพศ อาการเด่นชัดคือมีตุ่มน้ำใสขึ้นเป็นกลุ่ม มีอาการแสบร้อนหรือเจ็บปวด แม้ว่าตุ่มน้ำเหล่านี้จะสามารถแห้งและตกสะเก็ดหายไปได้เองในเวลา 1-2 สัปดาห์ แต่ความน่ากังวลของโรคเริมคือ “การกลับมาเป็นซ้ำ” ค่ะ
หลายท่านอาจมีอาการเริมกำเริบปีละ 1-2 ครั้ง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่ร่างกายอ่อนแอลงชั่วคราว แต่สำหรับบางท่านที่โรคเริมกำเริบบ่อยมากจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ความมั่นใจ และหน้าที่การงาน ในทางการแพทย์ผิวหนังจะมีแนวทางการดูแลที่เรียกว่า “การทานยาต้านไวรัสแบบป้องกัน” (Suppressive Therapy) ค่ะ
ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic) มีคำถามสำคัญว่าเมื่อไหร่ที่เราควรปรึกษาแพทย์เพื่อเริ่มทานยาแบบป้องกันกันค่ะ
ทำไมโรคเริมถึงชอบกลับมาเป็นซ้ำ?
ก่อนอื่นต้องเข้าใจธรรมชาติของเชื้อไวรัสเริม (HSV) ก่อนค่ะ เมื่อเราติดเชื้อครั้งแรกและอาการที่ผิวหนังหายไปแล้ว เชื้อไวรัสจะไม่ได้หายไปจากร่างกาย แต่จะเดินทางไป “หลบซ่อนตัวอยู่ในปมประสาท” อย่างสงบ เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายมีปัจจัยมากระตุ้น เช่น พักผ่อนน้อย เครียดสะสม ช่วงมีประจำเดือน หรือตากแดดจัด ภูมิคุ้มกันที่ลดลงชั่วคราวจะทำให้ไวรัสที่ซ่อนอยู่ตื่นตัวและกลับมาก่อให้เกิดตุ่มน้ำใสที่ผิวหนังซ้ำอีกครั้งค่ะ
เมื่อไหร่ที่ควรพิจารณาทานยาแบบป้องกัน?
การทานยาแบบป้องกัน คือการทานยาต้านไวรัสในขนาดต่ำๆ ติดต่อกันเป็นประจำทุกวัน (มักใช้เวลา 6-12 เดือนตามแพทย์ประเมิน) เพื่อกดไม่ให้ไวรัสแบ่งตัวและแสดงอาการ อ้างอิงจากแนวทางการรักษาทางการแพทย์ แพทย์มักจะแนะนำวิธีนี้ในกรณีดังต่อไปนี้ค่ะ:
1. มีการกำเริบซ้ำบ่อยมาก: โดยทั่วไปหากมีอาการเริมกำเริบ ตั้งแต่ 6 ครั้งขึ้นไปต่อปี (หรือเฉลี่ยเป็นทุกๆ 1-2 เดือน) ถือเป็นข้อบ่งชี้หลักที่แพทย์จะพิจารณาให้ทานยาแบบป้องกันค่ะ
2. อาการกำเริบแต่ละครั้งรุนแรงและเจ็บปวดมาก: แม้จะกำเริบไม่ถึง 6 ครั้งต่อปี แต่หากเป็นแต่ละทีแล้วตุ่มน้ำมีขนาดใหญ่ เจ็บปวดทรมานมาก หรือใช้เวลานานกว่าจะหาย
3. ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและคุณภาพชีวิต (Psychological Impact): สำหรับผู้ที่เริมขึ้นที่ใบหน้าบ่อยๆ จนเสียความมั่นใจ กระทบต่อการทำงาน การเข้าสังคม หรือรู้สึกเครียดวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลา
4. มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง: เช่น ผู้ที่เคยมีประวัติเกิดภาวะผื่นแพ้รุนแรงชนิด Erythema Multiforme (HAEM) ที่ถูกกระตุ้นจากเชื้อเริม หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
5. เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ: โดยเฉพาะในกรณีเริมที่อวัยวะเพศ การทานยาป้องกันสามารถช่วยลดโอกาสที่เชื้อไวรัสจะแพร่กระจายไปสู่คู่รัก (Transmission) ได้อย่างมีนัยสำคัญค่ะ
ข้อควรระวังในการทานยาป้องกัน
การทานยาต้านไวรัสแบบต่อเนื่องทุกวัน “ต้องอยู่ภายใต้การดูแลและสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น” ห้ามไปซื้อยามารับประทานเองอย่างเด็ดขาดค่ะ เพราะแพทย์จะต้องมีการประเมินสุขภาพโดยรวม ตรวจการทำงานของไต และปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับสภาวะร่างกายของแต่ละบุคคล เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในระยะยาวค่ะ
ดูแลสุขภาพผิวพรรณอย่างเข้าใจ ที่ ลัลลลิตาคลินิก
โรคเริมแม้จะเป็นโรคที่ติดเชื้อเรื้อรัง แต่เราสามารถควบคุมไม่ให้รบกวนชีวิตประจำวันของเราได้อย่างปลอดภัยค่ะ ทุกการรับบริการที่ลัลลลิตาคลินิก จะได้รับการดูแลและให้คำแนะนำโดย พญ.นิอร บุญเผื่อน (ว.33606) แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง คุณหมอจะช่วยประเมินความถี่ ความรุนแรงของโรค และร่วมวางแผนการใช้ยาต้านไวรัสอย่างถูกต้องและปลอดภัย เพื่อคืนคุณภาพชีวิตและความมั่นใจให้กับคุณค่ะ
*ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโรคผิวหนังและการใช้ยาเท่านั้น
โรคเริมเป็นภาวะติดเชื้อไวรัสเรื้อรัง การทานยาเป็นการควบคุมอาการ ไม่ใช่การรักษาให้ไวรัสหายขาดจากร่างกาย 100%
ผลจากการเข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นผลที่เกิดขึ้นสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย และผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
การใช้ยาต้านไวรัสแบบต่อเนื่อง ควรอยู่ภายใต้การประเมินและการควบคุมของแพทย์ประจำสถานพยาบาล
💬 ปรึกษาปัญหาโรคเริม ผื่นคัน หรือนัดหมายแพทย์เฉพาะทาง ได้ที่:
🏥 ลัลลลิตาคลินิก (Lullalita Clinic)
📞 Tel: 086-353-4562
📱 Line OA: @lullalitaclinic
🌐 Website: www.lullalitaskin.com


